กลายเป็นประเด็นดราม่าร้อนระอุบนโลกออนไลน์ที่ถูกพูดถึงอย่างหนาหู จากกรณีที่นักแสดงตลกชื่อดัง “จั๊กกะบุ๋ม เชิญยิ้ม” ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัว โพสต์ภาพและข้อความตั้งคำถามกลับไปยังสังคม หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และล้อเลียนชายแต่งกายคล้ายเครื่องแบบทหารเต็มยศอย่าง “ว่าที่ร้อยโท ชิตพงศ์ ขัตตพงษ์” หรือ “หมวดนัท” ที่ปรากฏตัวเดินประกบรายงานสถานการณ์ใกล้ชิด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในคืนเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว จนกระทั่งหมวดนัทได้เดินทางเข้าพบตำรวจ บก.สส.บช.น. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหากรณีแต่งกายคล้ายชุดทหารและให้ข่าวบิดเบือนไปแล้วนั้น
‘จั๊กกะบุ๋ม’ ตั้ง 4 คำถาม ออกโรงกางปีกปกป้อง ชายใส่ชุดคล้ายทหารโผล่ไฟไหม้โรงเบียร์
ล่าสุดในงาน “พาไปโซ้ยย Food Festival” ทางทีมข่าวบันเทิงเดลินิวส์ได้มีโอกาสพบกับ จั๊กกะบุ๋ม เชิญยิ้ม จึงได้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดราม่าดังกล่าว โดยเจ้าตัวได้ชี้แจงมุมมองจากประสบการณ์ส่วนตัว พร้อมกับอัปเดตถึงสถานะการเงินและการสร้างชีวิตใหม่ในปัจจุบัน หลังจากที่เคยผ่านมรสุมและดราม่าครั้งใหญ่ในชีวิตมาได้ โดยเจ้าตัวเผยว่า

“ตอนนี้หนี้มันมีเพิ่มขึ้นแล้ว ก็เป็นหนี้ในเรื่องของเราก็อยากจะขยับขยาย มีบ้าน ซื้อบ้าน หลังเล็กๆ อยากจะมีอะไรที่มันมั่นคง เพราะชีวิตเราก็ทำงานอยู่ในวงการบันเทิงมานาน ไม่ใช่ว่าเราไม่เคยมีบ้านนะ เคยมีบ้านมาแล้ว บ้านถูกยึด รถถูกยึด เพียงแต่ว่าวันนี้มันมีโอกาส เราก็เลยกลับมาสร้างใหม่เพื่อวางรากฐานให้มันมั่นคง เพราะอายุเราก็เยอะขึ้นแล้ว ก็มีหนี้บ้าน หนี้รถ ซึ่งเราก็มองดูแล้วว่ามันก็ไม่เกินความสามารถ เราถึงเลือกที่จะทำ ก็จะไม่ทำอะไรที่มันใหญ่เกินตัวแล้ว
หลังจากที่ผ่านเรื่องราวดราม่ามาก็มีการวางแผนการใช้เงินมากขึ้น กินใช้จับจ่าย ทุกอย่างพอตื่นลืมตาขึ้นมา ผมต้องมีค่าใช้จ่ายในทุกๆ วันอยู่แล้ว ค่าวัตถุดิบ ค่าลูกน้อง ค่าเดินทาง ค่าโรงแรม ค่าจิปาถะ เวลามาขายของมันมีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่ตื่นลืมตาขึ้นมาเลย ถ้าวางแผนผิดนิดเดียวขาดทุนเลย ทำยังไงให้มันคัฟเวอร์ กับการขายในแต่ละวัน เราจะมีเป้าในแต่ละวัน เราดูแล้วว่าวันนี้คนน้อยแต่เป้าวันนี้เรารอด ให้ได้เป้าเท่านี้เรารอดแล้ว เราก็ไม่บีบตัวเราเองด้วย เพราะฉะนั้นผมไม่คิดอะไรใหญ่แล้ว เอาให้มันรอดไปในแต่ละวัน
ถามว่าเคยตั้งเป้าเล่นๆ ไหมว่าจะให้หมดหนี้เกี่ยวกับบ้านกับรถเมื่อไหร่ จริงๆ วางเป้าให้ตัวเองนะ ในระยะเวลาสามปีสี่ปี คิดว่าถ้าทำได้ ถ้าบริษัทมันเติบโต หรือมีรายได้เพิ่มขึ้น จากการค่อยๆ ก้าวเดินของเรา ผมคิดว่าในระยะเวลาสามสี่ปีก็คงไม่เกินความสามารถ ก็อยากจะบอกกับคนที่ประสบปัญหาในเรื่องของการเงิน เราต้องมีสติ แล้วก็โฟกัสที่เป้าหมาย เป้าหมายก็คือตัวเอง เป้าหมายหนี้ของเรา เป้าหมายที่เราอยากจะทำให้มันสำเร็จ อยากจะไปให้มันถึง โฟกัสตรงนี้เลย รอบข้างมันคือเสียงที่มันอื้ออึง ถ้าเราไปฟังซ้าย แวะฟังขวา มันจะทำให้เราสับสน มันจะทำให้เราหลุดโฟกัส ถ้าเราเป็นหนี้เราควรโฟกัสหนี้ ถ้าเราอยากจะโฟกัสอะไรสักอย่างเราควรโฟกัสสิ่งนั้น แล้วมันจะไม่หลุดโฟกัสเลย

สำหรับล่าสุดที่ออกมาโพสต์ เรื่องของชายปริศนา ที่ใส่ชุดเต็มยศไปช่วยเหลือไฟไหม้โรงเบียร์ ก็ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่าสาเหตุที่ผมแสดงความคิดเห็นแบบนั้นออกไป ผมก็ทำงานกู้ภัยมา 29 ปีแล้ว ซึ่งในมุมของผมมันก็เป็นเรื่องปกติ สำหรับผม เพราะในเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ผมเจอมาหมดแล้ว คนบ้า คนเมา คนโวยวาย คนมาขัดขวางการทำงาน เวลาช่วยคนเจ็บ ผมเจอมาทุกรูปแบบแล้ว แต่ผมไม่ได้รู้สึกกับคนคนนั้นว่าที่เขาแต่งกายมายืน มาอยู่ข้างๆ นายก ผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขา เพราะเขาไม่ได้มาทำลายหลักฐาน เขาไม่ได้มาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เขาจะแต่งตัวอะไรมาก็ได้ แต่ถามว่าเรามองเขาผิดปกติได้ไหมก็สามารถมองได้ แต่เรามองเขาแล้ว เราจะแนะนำหรือให้เหตุผลกับเขายังไง คือของพวกนี้ถ้าคิดว่ามันผิดก็ต้องเรียกมาว่ากล่าวตักเตือน
แต่มันเป็นปัญหาในเรื่องของโซเชียล มันเป็นปัญหาที่ทุกคนไปรุมเขา ผมว่ามันไม่ใช่การแสดงออกด้วยเหตุผล มันเป็นการแสดงออกด้วยความทับถม เหมือนเราไปโจมตีเขา ผมถึงถามว่าเขาผิดอะไรก่อน เขาผิดที่แต่งตัวแบบนั้นเหรอ (คนมองว่าเรื่องความปลอดภัยที่เข้าไปใกล้ชิดนายกได้ขนาดนั้น?) ใครก็เข้าไปได้ นายกไม่ใช่ไอรอนแมน เขาเดินเข้าไปตบหัวนายกหรือยังล่ะ เขาเดินเอามีดไปแทงนายกหรือยัง เพียงแต่เขาอาจจะอยากได้ภาพ ดีเขาไม่แต่งชุดลิเกมา ถ้าแต่งชุดลิเกมาก็อาจจะเป็นเรื่องโจ๊กสำหรับคนอื่น แต่บังเอิญไปตัวคล้ายกับเครื่องแบบทหาร คนก็เลยมองว่าใคร แต่ผมมองแล้วมันเฉยๆ ผมไม่ได้โฟกัสว่าจะต้องผิด เขาผิดอะไรก่อน
พอเขาออกมาชี้แจงแล้วว่าเขาเป็นใคร ก็มีแต่สังคมไปกันหนักเขา มีมีความผิดสามสี่ข้อหา เข้าใจ มันคือข้อหา ตอนที่เขาไปสน.ก็คือการที่เขาไปรับทราบข้อกล่าวหา แต่ยังไม่ถูกตัดสิน แต่วันนี้สังคมไทยตัดสินเขาไปแล้ว เขามีข้อหาจากสังคม จากมนุษย์ที่อยู่ในสังคมเดียวกับเขาแล้ว เขาเป็นผู้กระทำความผิดแล้วนะ ในเรื่องของมนุษยธรรม แต่ถ้าเข้ากระบวนการยุติธรรม เขายังไม่ผิด เขาสามารถออกมาดีแคลร์ตัวเองได้ เพราะบอกว่าสิ่งที่เขาทำคืออะไร รอให้ตรงนั้นมันสำเร็จก่อน ถ้าเขาผิดก็ว่ากันไปตามผิด หรือยังมีเรื่องที่ผิดก็ช่วยเสริมแนะนำเขาไป เท่านั้นเอง
แต่การที่เราออกมาโพสต์แบบนี้ กลายเป็นว่าดราม่ามาลงเรา ผมไม่ได้สนใจ มีแต่หมาแมว มีแต่การ์ตูน มีแต่รูปสัตว์ประหลาดเข้ามา พวกอวตารทั้งนั้น ผมไม่ได้สนใจคอมเมนต์พวกนี้เลย ผมผิดอะไร ผมแสดงความคิดเห็นในพื้นที่ส่วนตัวของผม ถ้ามีคนมาแนะนำให้เหตุผลด้วยเหตุผลกับผมผมจะรับฟัง ยุคนี้มันคือยุคอะไรผมอยากรู้ มันต้องเหยียบย่ำกันถึงขนาดนี้ แต่ถ้าคุณทำแบบนั้นแล้วคุณสะใจคุณก็ทำไปเถอะเพราะผมไม่ได้คิดว่าคุณมีตัวตน อันนั้นมันคือโลกของคุณ มันเป็นโลกปลอมๆ แต่ผมอยู่บนโลกความจริงนะ ผมขายของก็มีคนเดินมากอดผม มาขอถ่ายรูปผม ผมโฟกัสชีวิตจริง เพราะฉะนั้นหมาแมว อวตาร ผมไม่สนใจ ผมไม่คิดอะไรแล้วมันลบสมองผม แล้วหลังจากที่ผมโพสต์ผมขายดีด้วย เพราะผมเชื่อว่าคนไทยมี 70 กว่าล้านคน ถ้าคอมเมนต์อวตาร มีอยู่ 200-300 คอมเมนต์ มันเป็น 0.00 เลย ไม่โฟกัส รกสมอง ผมเอาความรู้สึกผมมาใส่ใจคนที่รักผมดีกว่า มันเป็นปัญหาของเขาไม่ใช่ปัญหาของผม

ถามว่าจะฟ้องไหมเพราะคำบางคำก็ถึงบุพการี ถ้าบางอย่างมันเยอะไป เราไม่ได้อยากจะฟ้องหรอก แต่ถ้าบางอย่างมันเยอะไปเขาเรียกว่าล้ำเส้น ผมยังไม่นั่งด่าพ่อแม่คุณเลย แล้วคุณเป็นใครมานั่งด่าพ่อแม่ผม กับความผิดที่ผมเห็นต่างจากคุณ สมองผมชีวิตผม การดำรงชีวิตมันคือสิทธิ์ของผม แต่ถ้ามีเหตุผลมาให้ผม ผมฟัง ผมคนหนึ่งนะครับที่เคยผิดพลาดมาแล้ว ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยได้รับโอกาสมาแล้ว แต่วันนี้ที่ผมมีที่ยืนอยู่เพราะผมได้รับคำแนะนำด้วยเหตุผลจากผู้ใหญ่ที่ผมเคารพ เขาแนะนำผมด้วยเหตุผล ผมรับฟัง ผมจึงมีวันนี้ แต่ถ้าคุณมายืนด่าทอผมมาต่อว่าผม ผมถามหน่อยว่าคนผิดคนหนึ่งมันจะมีกำลังใจในการที่จะต่อสู้มั้ย มีกำลังใจที่จะปรับปรุงแก้ไขไหมล่ะ ไม่มีหรอก สังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว มันเริ่มบิดเบี้ยวลงไปทุกที
แล้วสมัยนี้มันมีโลกออนไลน์เยอะ มีเกรียนคีย์บอร์ดเยอะ ถามว่าอยากจะฝากบอกอะไรกับคนเหล่านี้ไหม ไม่อยากฝาก อยากทำทำเถอะ คุณอยู่หน้าคีย์บอร์ด ผมอยู่หน้าร้านปลาร้า ผมได้ตังค์ แต่เขายังขอเงินพ่อเงินแม่ไปเติมเน็ตอยู่เลย เพราะฉะนั้นผมหาตังค์ผมมีความสุขกับการค้าขาย คุณจะพิมพ์อะไรก็เรื่องของคุณ ไม่เมื่อยนิ้วเมื่อยมือตามสบายเลย เพราะเราอยู่คนละโลกกัน โลกผมคุณเดินมาหาผมได้ มันคือโลกของความเป็นความจริง และโลกของพวกคุณนั่งอยู่หน้าจอคอมนั่งอยู่หน้าโทรศัพท์ คุณไม่ออกไปดูโลกภายนอกบ้าง เขาดำเนินชีวิตยังไง คุณหาตังค์ได้เท่าเขาหรือยัง กินข้าวมื้อหนึ่งเหมือนเขาหรือเปล่า หลุดออกมาจากตรงนั้นให้ได้ก่อน แล้วค่อยมาทับถมคนอื่น แค่นี้ผมอยากฝากแค่นี้แหละ แต่ถ้าสบายใจก็ทำ ทำไปเลยเพื่อน ตามสบาย เมื่อยนิ้วเมื่อไหร่ก็ค่อยออกมา”




