ทว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร เมื่อวันที่ 20 ม.ค. ที่ผ่านมา ระงับความช่วยเหลือต่างประเทศเป็นเวลา 3 เดือน ทันทีที่เขากลับมาดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการ โดยเรียกร้องให้มีการทบทวนอีกครั้ง เพื่อทำให้แน่ใจว่าเงินทั้งหมดสอดคล้องกับหลักการ “อเมริกาต้องมาก่อน” ของเขา
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา รัฐบาลของทรัม์ปก็ออกคำสั่งยกเลิกความช่วยเหลือด้านอาหารและมนุษยธรรม ซึ่งบรรดาเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์กล่าวว่า ความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่ และมันส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้เปราะบางที่สุดในโลกบางส่วนแล้ว
แม้ความช่วยเหลือของสหรัฐจะกลับมาในอีก 90 วัน แต่เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือหลายคนกังวลถึงผลที่ตามมาในระยะยาว จากการระงับความช่วยเหลือต่างประเทศ อีกทั้งผู้สังเกตการณ์บางคนยังมองว่า สหรัฐสูญเสียความน่าเชื่อถือ เนื่องจากจีนและมหาอำนาจอื่น ๆ พยายามเอาใจใส่ประเทศกำลังพัฒนา
“ต่อให้สหรัฐกลับมามอบเงินทุนอีกครั้ง มันก็จะเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแล้ว ยกตัวอย่างเช่น หากผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี หรือเป็นโรคเอดส์ ขาดยารักษาเป็นเวลานานหลายวัน พวกเขาก็อาจเสียชีวิตได้” นายปีเตอร์ เวสวา นักบัญชีในเมืองคามูลี ประเทศยูกันดา ผู้ประสานความช่วยเหลือในฐานะส่วนหนึ่งของเครือข่าย “คอมแพชชัน คอนเนกเตอร์ส” กล่าว
สหรัฐเป็นผู้มอบความช่วยเหลือด้านการพัฒนารายใหญ่ที่สุดของโลกมายาวนาน และให้เงินช่วยเหลือประมาณ 64,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.16 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2566 โดยหนึ่งในโครงการที่โดดเด่นที่สุด คือ “เปปฟาร์” (PEPFAR) ซึ่งเป็นแผนการริเริ่มต่อต้านโรคเอดส์ ที่ได้รับการยกย่องว่าช่วยชีวิตผู้คนประมาณ 26 ล้านคน
เมื่อวันที่ 24 ม.ค. ที่ผ่านมา นายมาร์โก รูบิโอ รมว.การต่างประเทศสหรัฐ ลงนามในบันทึกข้อความ ระงับความช่วยเหลือของสหรัฐทั้งหมด ยกเว้น “อาหารฉุกเฉิน” การพัฒนา และอาวุธ สำหรับอิสราเอลกับอียิปต์ ตลอดจนความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมบางอย่าง ซึ่งรวมถึงที่พักพิง และยารักษาโรค เท่ากับเป็นการอนุมัติยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากเปปฟาร์ด้วย
อย่างไรก็ตาม ผู้ช่วยคนหนึ่งในสภาคองเกรส ที่ติดตามความช่วยเหลือด้านมนุษยธณรม ระบุว่า แนวทางของรัฐบาลวอชิงตันยังไม่ชัดเจน และในอนาคต ประเทศที่ประสบปัญหาอาจจำเป็นต้องหันไปพึ่งพาจีนแทน
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่อาวุโสจากองค์กรแห่งหนึ่งในสหรัฐ แสดงกังวลว่า การให้ความสำคัญกับ “ความช่วยเหลือฉุกเฉิน” เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่กว้างขึ้น ในการบอกว่าสหรัฐไม่จำเป็นต้องให้เงินสนับสนุนอะไรอีก และผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการระงับความช่วยเหลือต่างประเทศ คือ กลุ่มท้องถิ่นที่ไม่มีเงินสำรอง.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



