แม้การสืบสวนเหตุเครื่องบินโดยสารของสายการบินท้องถิ่น ชนกลางอากาศกับเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์ก ของกองทัพสหรัฐ ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่โศกนาฏกรรมที่ยุติสถิติต่อเนื่อง 16 ปี ที่สหรัฐไม่มีอุบัติเหตุทางอากาศเชิงพาณิชย์จนถึงแก่ชีวิตนั้น ทำให้ปัญหาของระบบเอทีซี ได้รับความสนใจ

ทั้งนี้ ผู้ตรวจสอบบัญชีของรัฐบาลวอชิงตัน เตือนเมื่อปีที่แล้วว่า ประวัติที่น่ากังวลของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งชาติสหรัฐ (เอฟเอเอ) เกี่ยวกับการอัปเกรดเทคโนโลยี มีความเสี่ยงที่จะทำให้หน่วยงานเผชิญกับแรงกดดัน ท่ามกลางความต้องการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งนายเควิน วอลช์ จากสำนักงานตรวจสอบอิสระของรัฐบาลสหรัฐ (จีเอโอ) กล่าวต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภาว่า การพลิกกลับสถานการณ์ จะต้องใช้เวลานานหลายปี และเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปัญหาที่มีมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้เกิดความพยายามเป็นระยะ ในการโอนถ่ายการควบคุมการจราจรทางอากาศของสหรัฐ ให้เป็นของเอกชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายอนุรักษนิยมวางแนวทางไว้ ก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐสมัยที่สอง

เมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว สถาบันคาโต กล่าวถึงระบบเอทีซีว่า ล้าสมัย บริหารจัดการไม่ดี และมุ่งหน้าสู่วิกฤติ โดยให้เหตุผลว่า ระบบข้างต้นมีความเหมาะสมที่จะโอนกิจการเป็นของเอกชน ภายใต้การผลักดันของนายอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยี และที่ปรึกษาของทำเนียบขาว ที่ต้องการลดขนาดรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม นายไมเคิล แมคคอร์มิก อดีตผู้จัดการหอควบคุมการบินของเอฟเอเอ ชี้ให้เห็นว่าก่อนหน้านี้ แคมเปญโอนระบบเอทีซีให้เป็นของเอกชน ประสบความล้มเหลว เพราะการต่อต้านจากกลุ่มผลประโยชน์ด้านการบิน ซึ่งอุบัติเหตุครั้งล่าสึดจะทำให้ระบบการจราจรทางอากาศของประเทศ กลายเป็นที่สนใจอย่างแน่นอน และมันอาจทำให้มีเงินทุนที่เหมาะสม เพื่อปรับปรุงและบำรุงรักษาระบบดังกล่าวด้วย

นอกจากนี้ แมคคอร์มิกกล่าวเพิ่มเติมว่า การขาดแคลนบุคลากรในหน่วยงาน เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานแล้ว โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเกษียณอายุแบบบังคับ และการปิดทำการของรัฐบาลเป็นระยะ ๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการสรรหาพนักงานใหม่ อีกทั้งการระบาดของโรคโควิด-19 ก็ทำให้ปัญหาเลวร้ายกว่าเดิม เนื่องจากการฝึกอบรมถูกระงับชั่วคราว

อนึ่ง การขาดแคลนเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศ กลายเป็นปัญหาใหญ่ เมื่อสายการบินต่าง ๆ เริ่มยกระดับบริการ ท่ามกลางความต้องการเดินทางที่เพิ่มขึ้น จากผู้บริโภคที่อยากเที่ยวชมโลกหลังการล็อกดาวน์ในช่วงการระบาดใหญ่ ซึ่งในปัจจุบัน ศูนย์กลางที่มีผู้คนพลุกพล่านอย่างนครนิวยอร์ก และเมืองไมอามี กลับมีเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศเพียง 2 ใน 3 หรือต่ำกว่าจำนวนที่จำเป็น

ขณะที่เจ้าหน้าที่ในอุตสาหกรรม ชี้ให้เห็นถึงรายงานของเอฟเอเอ ซึ่งระบุว่า หน่วยงานขาดแคลนเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศประมาณ 3,000 คน

อีกด้านหนึ่ง กระทรวงคมนาคมสหรัฐ ระบุเมื่อเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมาว่า เอฟเอเอมีเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศประมาณ 10,800 คน ในช่วงสิ้นปี 2567 ซึ่งหน่วยงานจ้างพนักงานใหม่มากกว่า 1,800 ในปีที่แล้ว และมีเป้าหมายที่จะรับสมัครบุคลากรเพิ่มอีก 2,000 คน ในปีนี้.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP