พล.ท.ปราโบโว ต้องการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ในกองทุน ซึ่งวางแผนไว้ว่าจะมีมูลค่ามากกว่า 900,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 30.3 ล้านล้านบาท) เพื่อส่งเสริมสถานะของอินโดนีเซีย ให้กลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว แม้ผู้สันทัดกรณีแสดงความกังวลเกี่ยวกับการปกครองประเทศก็ตาม

ทั้งนี้ พล.ท.ปราโบโว เริ่มดำเนินการลดการใช้จ่ายในกระทรวงต่าง ๆ เพื่อจัดหาเงินทุนให้กับกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่มีชื่อว่า “อนากาตา นูซันตารา” หรือ “ดานันตารา” รวมถึงคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง เช่น โครงการมื้ออาหารฟรีสำหรับเด็ก มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตามรายงานของสื่อของรัฐ กองทุนดานันตาราจะเริ่มต้นด้วยงบประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 673,500 ล้านบาท) ซึ่งพล.ท.ปราโบโว กล่าวว่า เงินส่วนหนึ่งมาจากการปรับลดงบประมาณกลาง และเงินทุนตั้งต้นจะถูกนำไปลงทุนในโครงการต่าง ๆ ประมาณ 20 โครงการ ทั้งในด้านทรัพยการแร่ธาตุ การผลิตอาหาร และพลังงานหมุนเวียน

เงินทุนของกองทุนดานันตารา จะมาจากเงินปันผล เงินสด และสินทรัพย์ เนื่องจากพล.ท.ปราโบโว พยายามเพิ่มสภาพคล่องและการลงทุน เพื่อยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย ให้ถึงเป้าหมายที่เขาตั้งไว้ที่ 8% จากเดิมอยู่ที่ประมาณ 5% ในปัจจุบัน

“กองทุนนี้ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อทำให้อินโดนีเซีย มีสภาพคล่องที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้ ซึ่งถือเป็นก้าวที่ดี ตราบใดที่มีการจัดการอย่างเหมาะสม” นายเอโก ลิสตียานโต รองผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการเงิน (อินเดฟ) ในกรุงจาการ์ตา กล่าว

แม้รายละเอียดเกี่ยวกับกลไกของกองทุน และนิติบุคคลที่จะอยู่ภายใต้การควบคุม ยังมีน้อยมาก แต่รัฐบาลจาการ์ตา ประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า นายโรซาน โรสลานี พันธมิตรของพล.ท.ปราโบโว และรมว.การลงทุนของอินโดนีเซีย จะเป็นผู้จัดการกองทุน ซึ่งเขามีประสบการณ์ทางธุรกิจที่น่าจะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้บ้าง

เอโก กล่าวด้วยว่า ประชาชนจะตั้งคำถามกับทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะบางคนกังวลว่ามันจะเป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่ความเสี่ยงของการทุจริตอาจลดลงได้ เนื่องจากกองทุนดานันตารา จะดึงดูนักลงทุนระดับโลกที่รัฐบาลจาการ์ตาต้องการ

กระนั้น ความเคลื่อนไหวของ พล.ท.ปราโบโว กลับไม่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนหนุ่มสาว ซึ่งผู้สันทัดกรณีหลายคนกล่าวว่า ความชอบธรรมของกองทุนจะเป็นสิ่งสำคัญ โดยอ้างว่ากองทุนควรรายงานต่อผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน ไม่ใช่ประธานาธิบดี.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP