เมื่อวันที่ 14 เม.ย. ที่ผ่านมา “เจนส์” (Janes) บริษัทวิเคราะห์ด้านการป้องกันประเทศที่มีชื่อเสียง อ้างว่ารัสเซียขอเข้าถึงฐานทัพอากาศมานูฮัว บนเกาะเบียก ในจังหวัดปาปัว แต่เมื่อนายริชาร์ด มาร์เลส รมว.กลาโหมออสเตรเลีย พยายามขอคำชี้แจงจากรัฐบาลจาการ์ตา พล.ท.ซาฟรี สยัมซุดดิน รมว.กลาโหมอินโดนีเซีย ยืนกรานว่า รายงานดังกล่าวไม่เป็นความจริง
กระนั้น หากพิจารณาถึงผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของรัสเซีย เรื่องราวข้างต้นก็ดูสมเหตุสมผลในระดับหนึ่ง
เกาะเบียก อยู่ในสายตาของรัสเซียมานานเกือบ 20 ปีแล้ว ซึ่งในปี 2549 รัฐบาลมอสโกยื่นข้อเสนอสร้างศูนย์ปล่อยดาวเทียมเชิงพาณิชย์บนเกาะ โดยใช้เครื่องบินขนส่งขนาดใหญ่ของรัสเซีย ทว่าข้อเสนอดังกล่าวประสบความล้มเหลว เนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับการถ่ายโอนเทคโนโลยีขีปนาวุธไปยังอินโดนีเซีย และการคัดค้านจากผู้อยู่อาศัยบนเกาะ
แต่ในปี 2560 เครื่องบินทิ้งระเบิดเชิงยุทธศาสตร์ “ทู-95” (Tu-95) ที่มีขีดความสามารถในการยิงอาวุธนิวเคลียร์ จำนวน 2 ลำ จากกองทัพอากาศรัสเซีย เติมเชื้อเพลิงที่ฐานทัพอากาศมานูฮัว ก่อนดำเนินการลาดตระเวนทางอากาศเหนือภูมิภาคแปซิฟิกใต้ ซึ่งในเวลานั้น มันไม่เป็นที่แน่ชัดว่าทำไมรัฐบาลจาการ์ตาจึงตกลงให้เครื่องบินทั้งสองลำแวะเติมน้ำมันได้ แต่ดูเหมือนว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
อย่างไรก็ตาม ถ้ารายงานของเจนส์เป็นความจริง นั่นหมายความว่า รัสเซียตั้งใจที่จะรักษาสิทธิในการเข้าถึงฐานทัพอากาศแห่งนี้เป็นประจำ
ทั้งนี้ เกาะเบียกตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ โดยอยู่ห่างจากเมืองดาร์วิน และเมืองเพิร์ทของออสเตรเลีย 1,400 กิโลเมตร และ 4,000 กิโลเมตร ตามลำดับ รวมถึงอยู่ห่างจากดินแดนกวมของสหรัฐเพียง 1,900 กิโลเมตร ซึ่งตำแหน่งทั้งหมดนี้อยู่ภายในระยะที่เครื่องบินตรวจการณ์ของรัสเซีย สามารถปฏิบัติการจากเกาะเบียกได้
จริงอยู่ที่รัสเซียมองว่า สหรัฐเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์หลัก จึงให้ความสนใจอย่างมากในการติดตามกิจกรรมทางทหารในจุดยุทธศาสตร์ 3 แห่งนี้ แต่ถึงอย่างนั้น อินโดนีเซียกลับองว่า เรื่องราวดังกล่าวดูไม่น่าเชื่อถือมากนัก
นับตั้งแต่การประกาศเอกราชเมื่อปี 2488 อินโดนีเซียถือว่าการมีกองกำลังทหารต่างชาติในประเทศ ไม่สอดคล้องกับสถานะที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และนโยบายต่างประเทศเชิงรุกที่เป็นอิสระ ยิ่งไปกว่านั้น อินโดนีเซียยังมีความอ่อนไหวต่อการสนับสนุนจากต่างประเทศ สำหรับขบวนการแบ่งแยกดินแดนในประเทศด้วย
อนึ่ง การมีกองทหารรัสเซียประจำการบนเกาะเบียก จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างอินโดนีเซียกับสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างออสเตรเลีย ซึ่งเมื่อรายงานของเจนส์แพร่สะพัด นายกรัฐมนตรีแอนโธนี อัลบาเนซี ผู้นำออสเตรเลีย ก็ประกาศในทันทีว่า ออสเตรเลียไม่ต้องการเห็นอิทธิพลของรัสเซียในภูมิภาคอย่างชัดเจน พร้อมกับเน้นย้ำถึงจุดยืนของออสเตรเลีย ในการคัดค้านการรุกรานยูเครนของรัสเซีย
แม้จากมุมมองของอินโดนีเซีย แนวคิดเกี่ยวกับการมีทหารรัสเซียประจำการในจังหวัดปาปัว ดูไม่ค่อยสมเหตุสมผล แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า “เป็นไปไม่ได้” เพราะรัฐธรรมนูญของอินโดนีเซียไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ห้ามกองกำลังต่างชาติประจำการอยู่ในประเทศ.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



