แนวคิดเรื่อง “ความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน” กำลังเผชิญกับวิกฤติ กลุ่มประเทศนี้กำลังเผชิญบททดสอบครั้งใหญ่จากการปะทะกันระหว่างไทยและกัมพูชา ระหว่างวันที่ 24-29 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งมีความรุนแรงที่สุดในรอบ 14 ปี ทว่ากลับมีสัญญาณเพียงเล็กน้อยว่า สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( อาเซียน ) ไม่ว่าในฐานะองค์กรหรือเวทีเจรจา จะมีบทบาทสำคัญกับการแก้ไขปัญหาครั้งนี้ในระยะยาว
ในฐานะประธานอาเซียนประจำปีนี้ นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำมาเลเซีย ได้เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายลดความตึงเครียดและแก้ไขข้อพิพาทด้วย “วิถีอาเซียน” แต่กัมพูชาได้นำเรื่องนี้ขึ้นสู่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ( ยูเอ็นเอสซี ) แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากสมาชิกทั้ง 15 ประเทศมากนัก ซึ่งมองว่า เรื่องนี้เป็นความขัดแย้ง “ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบระดับโลก” ขณะที่ไทยยืนยัน ต้องการแก้ไขปัญหาแบบทวิภาคี และกัมพูชาต้องยุติการโจมตีก่อนเท่านั้น เนื่องจากเป็นฝ่ายเปิดฉากก่อน

แม้มาเลเซียสามารถแสดงบทบาทของประธานอาเซียน ในการทำให้ทั้งสองประเทศบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกันได้ อย่างไรก็ตาม ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การปะทะกันครั้งนี้บ่อนทำลายหลักการสำคัญสองประการของสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( ASEAN Treaty of Amity and Cooperation ) ซึ่งได้แก่ การไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐสมาชิก และการไม่ใช้หรือข่มขู่ว่าจะใช้กำลัง วิกฤติการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้น ท่ามกลางแนวทางที่แข็งกระด้างของอาเซียน ในการจัดการกับผลกระทบจากความขัดแย้งในเมียนมา รวมถึงความล้มเหลวอย่างต่อเนื่องในการแสวงหาจุดยืนที่เป็นเอกภาพร่วมกัน เกี่ยวกับข้อพิพาทในทะเลจีนใต้
อาเซียนมักอ้างด้วยความภูมิใจ ว่าไม่เคยเกิดสงครามหรือความขัดแย้งด้านอาวุธระหว่างประเทศสมาชิก นับตั้งแต่การก่อตั้งประชาคม เมื่อปี 2510 แต่ข้ออ้างเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่สงบสุขนั้นเปราะบางอยู่แล้ว ระหว่างปี 2551-2554 ไทยและกัมพูชาได้ปะทะกันอย่างดุเดือดหลายครั้งตามแนวชายแดน การสู้รบยุติเมื่ออินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประธานอาเซียนเมื่อปี 2554 ได้รับอาณัติจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ( ยูเอ็นเอสซี ) เข้ามาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย ไทยและกัมพูชาตกลงเพียงแค่หยุดยิง แต่ข้อพิพาทเรื่องชายแดนนั้นยังไม่ได้รับการแก้ไข
ความตึงเครียดล่าสุดดำเนินมาหลายสัปดาห์ แต่อาเซียนกลับแสดงท่าทีไม่เร่งด่วนในการหาทางออก จนกระทั่งสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เปิดเผยการสนทนาทางโทรศัพท์ส่วนตัวกับน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างหนักให้กับการเมืองไทย
อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่คุกคามแนวคิดความเป็นศูนย์กลางของอาเซียนและข้ออ้างเรื่องการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดมาอย่างยาวนานที่สุด คือมิติระหว่างประเทศ ไทยและกัมพูชาเป็นหุ้นส่วนความมั่นคง ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับทั้งสหรัฐและจีน หากอาเซียนไม่สามารถไกล่เกลี่ยความขัดแย้งผ่านกลไกระดับภูมิภาค การแทรกแซงของมหาอำนาจในความขัดแย้งอาจทำให้อาเซียนถูกลดบทบาทไปโดยสิ้นเชิง เห็นได้ชัดจากการเจรจาเมื่อวันที่ 28 ก.ค. ซึ่งต้องมีที่นั่งในฐานะ “ผู้สังเกตการณ์พิเศษ” ให้กับสหรัฐและจีน ร่วมห้องประชุมเดียวกับมาเลเซีย ไทย และกัมพูชา

อนึ่ง อาเซียนควรถอดบทเรียนจากสงครามชายแดนกัมพูชา-เวียดนาม ระหว่างปี 2521-2532 เพื่อป้องกันไม่ให้ประเด็นระดับภูมิภาคกลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศซึ่งจะส่งผลเสียต่อตนเอง แม้ขณะนั้นทั้งสองประเทศยังไม่ได้เป็นสมาชิกอาเซียน แต่ประสบการณ์ดังกล่าวก็ยังคงมีคุณค่าในการนำทางความเสี่ยงในปัจจุบัน
หลังจากเหตุการณ์กรุงไซง่อนแตก เมื่อปี 2518 กองกำลังเขมรแดงเปิดฉากโจมตีเกาะที่เวียดนามยึดครองนอกอ่าวไทยหลายครั้ง เพื่อทวงคืนดินแดนเขมรโบราณที่พวกเขามองว่าเวียดนามผนวกไปอย่างผิดกฎหมาย เวียดนามพยายามแก้ไขข้อพิพาทโดยการพูดคุยกับผู้นำเขมรแดงและประสานขอความสนับสนุนจากรัฐบาลจีนด้วย แต่ต่อมาทหารเขมรแดงโจมตีจังหวัดทางตะวันตกเฉียงใต้ของเวียดนาม เมื่อเดือนเม.ย. 2520 ด้านกองทัพเวียดนามเปิดฉากตอบโต้แบบจำกัดเข้าไปในดินแดนกัมพูชา เมื่อช่วงปลายปีเดียวกัน
ความไม่คืบหน้าในการเจรจาทำให้เวียดนามตัดสินใจลงนามในสนธิสัญญาพันธมิตรกับสหภาพโซเวียต สร้างความไม่พอใจให้กับจีน ต่อจากนั้นเวียดนามเปิดฉากบุกกัมพูชาเต็มรูปแบบเพื่อโค่นล้มรัฐบาลเขมรแดง ในเดือนธ.ค. 2521 ด้วยเหตุผลความแตกแยกระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียต ทั้งรัฐบาลมอสโกและรัฐบาลปักกิ่งต่างยินดีที่จะให้การสนับสนุนแก่พันธมิตรของตัวเอง สงครามชายแดนกัมพูชา-เวียดนาม จึงกลายเป็นการต่อสู้ระหว่างสหภาพโซเวียตกับจีน ส่วนสหรัฐถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งในภายหลัง โดยให้การสนับสนุนในการต่อต้านการยึดครองกัมพูชาของเวียดนาม
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดพันธมิตรทางการทูตที่แปลกประหลาด อาเซียนเข้าข้างจีนและสหรัฐ สนับสนุนรัฐบาลเขมรแดงเพื่อรักษาสิทธิของกัมพูชาในสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) ขณะที่สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชาซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามไม่ได้รับการรับรอง สิ่งนี้ทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นสนามรบสำหรับการแข่งขันของมหาอำนาจอีกครั้ง ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปีหลังสิ้นสุดสงครามเวียดนาม
ทั้งนี้ ข้อพิพาทได้รับการแก้ไขต่อเมื่อสหภาพโซเวียตและจีนเริ่มฟื้นฟูความสัมพันธ์กัน ในปี 2529 และเวียดนามค่อย ๆ ยุติการมีส่วนร่วมในกัมพูชาอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2534 ซึ่งทำให้ข้อพิพาทชายแดนคลี่คลายหลังจากนั้น เวียดนามเข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนในปี 2538 เมื่อรัฐบาลฮานอยสามารถสร้างความสัมพันธ์กับประเทศร่วมภูมิภาคได้
สำหรับบทเรียนจากข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบันนั้น ชัดเจนที่สุดคือ ประโยชน์ที่จำกัดของการใช้กำลังทหาร เนื่องจากไม่มีสิ่งใดบ่งชี้ว่าการที่ไทยและกัมพูชาจะยกระดับข้อพิพาทให้สามารถบรรลุข้อตกลงตามที่ตัวเองต้องการอย่างยั่งยืนได้ การที่ความขัดแย้งครั้งนี้มีชนวนเหตุสำคัญ มาจากปัญหาส่วนตัวระหว่างตระกูลชินวัตรของไทยกับสมเด็จฮุนเซนและครอบครัว ยิ่งทำให้การประนีประนอมมีต้นทุนทางการเมืองสูงขึ้น

การแก้ไขปัญหาทางการทูตเป็นทางเลือกเดียวที่จะรับประกันสันติภาพในระยะยาว แต่สิ่งนั้นจะทำได้ยากขึ้นมากหากมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง การทำให้ข้อพิพาทชายแดนกัมพูชา-เวียดนาม กลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันในยุคสงครามเย็นยิ่งทำให้ความขัดแย้งแข็งกร้าวมากขึ้น ขณะที่ความเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันซึ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ความพยายามก้าวเข้ามามีบทบาทของสหรัฐและจีน สิ่งนี้จะยิ่งสั่นคลอนและท้าทายบทบาทของอาเซียน ในการหาทางออกให้กับความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา
บทเรียนประการถัดมาคือ อาเซียนจะต้องยืนยันบทบาทการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยที่ครอบคลุมในกิจการภูมิภาค จะต้องมุ่งมั่นเพื่อการยุติข้อพิพาทอย่างสันติ และแสดงให้เห็นว่าวิถีอาเซียนสามารถผ่านบททดสอบในการจัดการข้อพิพาทภายในประชาคมได้อย่างแท้จริง.
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป
เครดิตภาพ : AFP, GETTY IMAGES



