อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) พยายามลดการใช้พลังงานมหาศาลผ่านระบบระบายความร้อนที่ดีขึ้น ชิปคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการเขียนโปรแกรมอย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดขึ้นในขณะที่การใช้เอไอเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก


ตามข้อมูลจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) เอไอพึ่งพาศูนย์ข้อมูลเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจใช้ไฟฟ้าของโลกถึง 3% ภายในปี 2573 หรือคิดเป็นสองเท่าของปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ในปัจจุบัน


บรรดาผู้สันทัดกรณีจาก “แมคคินซีย์” (McKinsey) บริษัทที่ปรึกษาของสหรัฐ อธิบายถึงการแข่งขันเพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลให้เพียงพอต่อการเติบโตอย่างรวดเร็วของเอไอ พร้อมกับเตือนว่า โลกกำลังมุ่งหน้าสู่ปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้า แต่มันก็มีหลายวิธีในการแก้ปัญหานี้
บริษัทต่าง ๆ สามารถสร้างแหล่งพลังงานเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องใช้เวลา และยักษ์ใหญ่ด้านเอไอต่างค้นหาวิธีการทั่วโลกอยู่แล้ว หรือหาวิธีใช้พลังงานน้อยลงสำหรับพลังการประมวลผลเท่าเดิมก็ได้ ซึ่งความท้าทายนี้สามารถเอาชนะได้ด้วย “โซลูชันที่ชาญฉลาด” ในทุกระดับ ตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ ไปจนถึงตัวซอฟต์แวร์เอไอเอง


เมื่อ 20 ปีที่แล้ว การดำเนินงานศูนย์ข้อมูล ซึ่งรวมถึงระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ใช้พลังงานมากพอ ๆ กับการใช้งานตัวเซิร์ฟเวอร์ แต่นายแกเรธ วิลเลียมส์ จากบริษัทที่ปรึกษา “อารัป” (Arup) กล่าวว่า ในตอนนี้ การดำเนินงานศูนย์ข้อมูลใช้พลังงานเพียง 10% ของพลังงานที่เซิร์ฟเวอร์ใช้ โดยสาเหตุส่วนใหญ่เป็นเพราะการมุ่งเน้นประสิทธิภาพการใช้พลังงาน


ปัจจุบัน ศูนย์ข้อมูลหลายแห่งใช้เซ็นเซอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอ เพื่อควบคุมอุณหภูมิในพื้นที่เฉพาะจุด แทนการทำความเย็นทั่วอาคารในระดับเดียวกัน ซึ่งช่วยปรับการใช้น้ำและไฟฟ้าให้เหมาะสมแบบเรียลไทม์


สำหรับหลายคน ตัวพลิกสถานการณ์คือ การระบายความร้อนด้วยของเหลว โดยแทนที่เครื่องปรับอากาศที่กินพลังงาน ด้วยน้ำยาหล่อเย็นที่ไหลเวียนผ่านเซิร์ฟเวอร์โดยตรง ซึ่งวิลเลียมส์กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้เล่นรายใหญ่ทุกคนจับตามองสิ่งนี้อยู่


เอดับเบิลยูเอส (AWS) ซึ่งเป็นธุรกิจคลาวด์คอมพิวติ้งชั้นนำระดับโลกของบริษัท แอมะซอน ระบุเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า บริษัทพัฒนาวิธีทำความเย็นด้วยของเหลวของตนเอง เพื่อระบายความร้อนจีพียูของเอ็นวิเดียในเซิร์ฟเวอร์ และหลีกเลี่ยงการสร้างศูนย์ข้อมูลที่มีอยู่ขึ้นใหม่ แม้ขีดความสามารถในการระบายความร้อนด้วยของเหลว ไม่เพียงพอที่จะรองรับขนาดธุรกิจของบริษัทก็ตาม


ทั้งนี้ งานวิจัยของ น.ส.อี้ ติง จากมหาวิทยาลัยเพอร์ดู เผยให้เห็นว่า ชิปเอไอสามารถใช้งานได้นานขึ้น โดยไม่สูญเสียประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม มันเป็นเรื่องยากที่จะโน้มน้าวให้บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ “ยอมลดรายได้” ด้วยการสนับสนุนให้ลูกค้าใช้อุปกรณ์เดิมต่อไป


“แม้ชิปและการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จะทำให้เอไอมีราคาถูกลง แต่มันจะไม่ช่วยลดการใช้พลังงานโดยรวม และในทางกลับกัน การใช้พลังงานจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแม้จะมีความพยายามควบคุมทุกวิถีทาง แต่มันจะไม่เป็นไปอย่างรวดเร็ว” อี้ กล่าวทิ้งท้าย.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP