เรื่องนี้มีการตั้งคำถามถึงพฤติกรรมรุนแรง พื้นฐานครอบครัว จนถึงระบบการศึกษาที่อาจมีช่องโหว่ที่มุ่งเน้นเพียงผลลัพธ์ แต่ละเลยการปลูกฝังทักษะชีวิต คุณธรรม และพฤติกรรมที่เหมาะสม

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผอ.ศูนย์คุณธรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเด็กและวัยรุ่น วิเคราะห์ผ่าน “ทีมข่าวอาชญากรรม”ถึงพฤติกรรมใช้ความรุนแรงของเด็กวัยนี้ว่า ไม่ได้เกิดจาก“ความใจร้อน”เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์จากหลายปัจจัยที่ซ้อนกัน ทั้งการขาดทักษะควบคุมอารมณ์ แรงกดดันจากครอบครัว โรงเรียน และเพื่อน รวมถึงบริบทสังคมที่“เปิดช่อง”ให้ความรุนแรงเป็นวิธีระบาย พร้อมเตือนว่าหากสังคมยังเน้น“เกรด”มากกว่าทักษะชีวิต พฤติกรรมเชิงบวกของเด็กก็จะไม่ยั่งยืน

คุณธรรมไม่ใช่การสวดมนต์ หรือไหว้พระแล้วจะเกิดขึ้น แต่เป็นพฤติกรรมที่วัดกันตอนเผชิญสิ่งยั่วยวนหรืออุปสรรค และสามารถเอาชนะใจตนเองได้”

วัยรุ่นมีสมองส่วนอารมณ์ทำงานนำหน้าสมองเหตุผล ทำให้ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นได้รวดเร็วและรุนแรง“เกินกว่าเหตุ” โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญความคาดหวังสูง หรือความพ่ายแพ้ทางการเรียน แม้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าครูใช้วิธีสื่อสารอย่างไร แต่ย้ำว่าโรงเรียนควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย ปราศจากการละเมิดทางร่างกายและจิตใจ และควรมีระบบสนับสนุนเด็กและครูในการจัดการอารมณ์ รวมถึงเสริม“ภูมิคุ้มกันทางใจ”ให้สามารถรับมือกับความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรง

ข้อสงสัยพฤติกรรมอาจเข้าข่ายมีปัญหาจิตเวชหรือไม่ ชี้แจงว่าเรื่องภาวะทางจิตไม่สามารถมองจากเหตุแค่ครั้งเดียว ต้องย้อนตั้งแต่อนุบาล ประถม จนถึงมัธยมว่า เกิดขึ้นบ่อยหรือไม่ มีปัจจัยใดร่วม กรณี“โรคระเบิดอารมณ์เป็นระยะ” หรือ IED เกณฑ์วินิจฉัยต้องมีเหตุรุนแรงคล้ายกันอย่างน้อย 2–3 ครั้ง หรือมากกว่านั้น

นอกจากนี้ ชี้ถึงช่วงวัยรุ่นที่อาจเผชิญความเครียดจากการเรียน การบ้าน กระทั่งปัญหาครอบครัว อาจส่งผลต่อความรุนแรงหรือไม่ว่า ส่วนตัวขอให้ตั้งหลักว่า 1.อย่าคิดว่าเด็กเก่ง คือเด็กดี เพราะสองอย่างไม่จำเป็นต้องไปด้วยกัน 2.อย่าคิดว่าผลการเรียนดี เกรดสูง เท่ากับมีวิชาชีวิตหรือจิตสำนึกที่ดี ผลการเรียนคือผลการเรียน ไม่ได้การันตีพัฒนาการด้านการควบคุมอารมณ์ ถ้าการพัฒนา“เบรกเกอร” หรือกลไกเบรกอารมณ์บกพร่อง และอยู่ในช่วงวัยรุ่นที่มีแรงกดดัน ความเครียดก็อาจปะทุง่าย

แรงกดดัน”โดยทั่วไปมี 3 ส่วน คือ กดดันตัวเอง เช่น เด็กเรียนเก่ง พอขึ้นหลักเสือก็แพ้ไม่เป็น รับความพ่ายแพ้ไม่ได้ ตั้งเป้าว่าต้องเต็มเท่านั้น ต่อให้พ่อแม่ไม่กดดัน เด็กกลุ่มนี้ก็จะจริงจังมาก กดดันจากครอบครัว เช่น พฤติกรรมที่เด็กทำแล้วผู้ปกครองตอบสนองด้วยความยินดี หรือชื่นชมมากเกินไป อย่างได้เกรด 4.00 แล้ว ผู้ปกครองดีใจ อวดในโซเชียล นำไปเปรียบเทียบญาติพี่น้อง สิ่งเหล่านี้สร้างแรงคาดหวังไม่รู้ตัว แม้คิดว่าเป็นการ“ยกยอ” แต่คือการกดดันทางอ้อม

และสุดท้ายเด็กเรียนรู้จากพฤติกรรมผู้ใหญ่ เช่น เปรียบเทียบเกรด หรือตารางคะแนน ซึ่งตนมองว่าต้องระวัง PDPA คะแนนเป็นข้อมูลส่วนตัว ไม่ควรประกาศสู่สาธารณะ

การเปรียบเทียบควรทำกับตัวเอง ไม่ใช่กับคนอื่น เราควรใช้คะแนนเพื่อให้เด็กประเมินศักยภาพตัวเอง แล้วพัฒนาขึ้นจากจุดเดิม การแข่งขันทางการเรียนไม่ใช่การแข่งขันกีฬา โรงเรียนคือพื้นที่เรียนรู้ ไม่ใช่สนามแข่งจัดอันดับ”

รศ.นพ.สุริยเดว แนะข้อเสนอเชิงระบบที่ต้องปรับ ได้แก่ เลิกเชื่อว่า “ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก” เพราะหากผู้ใหญ่ไม่เปลี่ยน พฤติกรรมเด็กก็จะไม่พัฒนา แต่หากผู้ใหญ่ปรับตัว เด็กก็มีแรงจูงใจจะเปลี่ยนตาม , ฟื้นฟูคุณธรรมในเด็กและผู้ใหญ่ โดยวัดผลจากพฤติกรรมตอนเจออุปสรรคหรือสิ่งยั่วยวน ไม่ใช่การสวดมนต์หรือไหว้พระ

การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน ทั้งสำหรับเด็กและครู เพื่อให้สามารถพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิด และแก้ไขความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรง และการเปิดโอกาสให้เด็กได้รับการฟังและสนับสนุน ผ่านครูจิตวิทยา เพื่อนช่วยเพื่อน และเครือข่ายชุมชน-โรงพยาบาล

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงเรื่องเด็กต่อยครู แต่เป็นสัญญาณเตือนให้สังคมกลับมาทบทวนระบบการศึกษาและการเลี้ยงดู ว่าได้สร้างทั้งความรู้และคุณธรรมควบคู่กันหรือไม่ หากปล่อยให้โรงเรียนเป็นเพียง“สนามสอบ”โดยไม่เสริมทักษะชีวิต เด็กก็จะโตขึ้นโดยขาดภูมิคุ้มกันทางใจ และความรุนแรงเช่นนี้ก็อาจเกิดซ้ำอีก.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน