ทั้งนี้ สำหรับแนวทางเพื่อปรับตัวนั้น วันนี้คอลัมน์นี้มีคำแนะนำน่าสนใจมาให้พิจารณากัน โดยมาจากบทความชื่อ “การปรับตัวของ SME ในช่วงวิกฤตสงคราม” โดยผู้เขียน Pitchaya Balun ได้พูดถึงแนวทางดังกล่าวไว้น่าสนใจ
ทั้งนี้ บทความเรื่องนี้ได้ถูกเผยแพร่ผ่าน เว็บไซต์ SME D bank โดยผู้เขียนได้พูดถึงวิกฤติสงครามซึ่งเกิดขึ้นว่า สำหรับผู้ประกอบการ SME ซึ่งมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร วิกฤตนี้อาจกลายเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายระหว่างการ “อยู่รอด” หรือ “ต้องหยุดลง” อย่างไรก็ตาม แต่ถ้าธุรกิจปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว และมีกลยุทธ์ที่เหมาะสม ไม่เพียงจะก้าวผ่านได้ แต่อาจจะเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส เพื่อสร้างการเติบโตใหม่ ๆ ให้กับธุรกิจ โดย “ผลกระทบสงครามต่อ SME” สิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลในด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1.ต้นทุนเพิ่มขึ้นรวดเร็ว ที่เป็นหนึ่งในผลกระทบที่ชัดเจนที่สุด เช่น ราคาพลังงานและน้ำมัน ค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่งและโลจิสติกส์ โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาการนำเข้าจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนที่ควบคุมไม่ได้ 2.ซัพพลายเชนหยุดชะงัก ความขัดแย้งที่เกิดส่งผลให้เส้นทางขนส่งถูกจำกัดหรือปิดกั้น ส่งผลให้สินค้าขาดแคลน ทำให้ SME ไม่สามารถวางแผนผลิตหรือส่งมอบสินค้าได้ตามปกติ 3.พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง ช่วงวิกฤตผู้บริโภคมักลดการใช้จ่ายและเลือกซื้อเฉพาะสิ่งจำเป็น เพราะให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากขึ้น ส่งผลให้ยอดขายของหลายธุรกิจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เหล่านี้เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวิกฤติสงคราม
แล้วจะปรับตัวนอย่างไรจึงจะอยู่รอดได้ในวิกฤติสงคราม เรื่องนี้ ผู้เขียนได้แนะแนวคิดสำคัญเรื่องนี้ว่า ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สิ่งสำคัญไม่ใช่การรอให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่คือการปรับตัวให้เร็วกว่าสถานการณ์ ซึ่งธุรกิจที่มีความได้เปรียบมักจะมี 3 สิ่ง คือ Agility-ปรับตัวเร็ว Proactive Thinking-คิดล่วงหน้า และ Adaptability-กล้าเปลี่ยน


นอกจากนี้ยังมี “5 กลยุทธ์ที่ SME ต้องทำ” ได้แก่ 1.กระจายความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งเดียว และเพิ่มความยืดหยุ่นของธุรกิจ 2.ควบคุมต้นทุนอย่างมีระบบ เมื่อรายได้ไม่แน่นอนต้นทุนคือสิ่งที่ควบคุมได้ ผ่านแนวทาง ตรวจสอบค่าใช้จ่ายทุกหมวด และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น รวมถึงใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ 3.ปรับโมเดลธุรกิจให้ยืดหยุ่น เพราะธุรกิจที่ยึดติดกับรูปแบบเดิมจะปรับตัวได้ช้ากว่า 4.สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ในช่วงวิกฤติ ลูกค้าเดิมคือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุด โดยควรสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าให้เนียวแน่นโดยการทำโปรโมชันเฉพาะกลุ่ม สื่อสารอย่างต่อเนื่อง กับสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ 5.บริหารสภาพคล่องทางการเงิน เงินสดคือเส้นเลือดของธุรกิจ จึงควรสำรองเงินสดไว้อย่างน้อย 3-6 เดือน กับพยายามลดภาระหนี้ระยะสั้น และวางแผน Cash Flow อย่างใกล้ชิด และนี่เป็นแนวทางน่าสนใจที่ SME นำไปปรับใช้ได้.
ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ [email protected]
ข้อมูล : เว็บไซต์ SME D bank



