ทั้งนี้ สำหรับกรณีศึกษาแบรนด์ไทยที่นำซอฟต์พาวเวอร์มาใช้ได้สำเร็จนั้น เป็นส่วนหนึ่งของผู้ประกอบการในโครงการบ่มเพาะแบรนด์ไทย (Idea Lab) ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จัดทำขึ้นเพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย ที่เอสเอ็มอีอื่น ๆ ใช้เป็นกรณีศึกษาได้

เริ่มจากกรณีศึกษาแบรนด์ Cassius ของ ชลวัชร เรืองรุจิระ ผู้ประกอบการ “นมมะม่วงหิมพานต์” ที่มีจุดเริ่มต้นจากความต้องการเพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบท้องถิ่น กับเพิ่มทางเลือกให้ผู้แพ้นมวัว ที่บอกเล่าว่าหลังร่วมโครงการ มุมมองธุรกิจก็เปลี่ยนไป จากที่คิดแค่ว่าต้องขายให้ได้มาก ๆ ก็เริ่มมองที่เรื่องการวางรากฐานแบรนด์ให้แข็งแรงและเติบโตระยะยาวโดยไม่ต้องแข่งเรื่องราคาอย่างเดียว นำไปสู่ต่อยอดทางธุรกิจหลาย ๆ เรื่อง อาทิ การวิเคราะห์ Pain Point ลูกค้าที่ชัดเจน การสื่อสารแบรนด์ผ่านอัตลักษณ์ การสร้าง Brand Story ให้แตกต่างและจริงใจ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ไม่เพียงแค่สร้างแบรนด์ แต่ยังสร้างความยั่งยืนให้เกษตรกรด้วย โดยอนาคตตั้งใจจะพัฒนาให้มีมาตรฐานสูงขึ้นเพื่อเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ รวมถึงต่อยอดเป็นแฟรนไชส์

แบรนด์ทวีพรรณที่เป็นผู้ประกอบการสินค้า “ข้าวแต๋น” ขนมของฝากของดี จ.ลำปาง ของ พรรณี  อินทร์พรหม ที่นำขนมท้องถิ่นชนิดนี้มาพัฒนาให้เกิดรสชาติต่าง ๆ ที่หลากหลายขึ้น อาทิ รสวาซาบิ ชีส สาหร่าย ต้มยำ โดยนอกจากจะเกิดรสชาติใหม่ ๆ แล้ว ยังเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ช่วยเผยแพร่รสชาติอาหารไทยไปสู่ต่างประเทศด้วย จนส่งผลดีต่อไปยัง จ.ลำปาง เนื่องจากชาวต่างชาติรู้จัก จ.ลำปาง มากขึ้น จากการที่ได้รับประทานขนมขึ้นชื่อของจังหวัดนี้ ทำให้หลายคนอยากมาท่องเที่ยวที่นี่เพิ่มขึ้น

แบรนด์โปรอินส์ของ ปิยะณัฐ แสงจันทร์ ผู้ประกอบการสินค้า “ซูเปอร์ฟู้ดส์”  ที่ต้องการทำให้แบรนด์เป็นทางเลือกสุขภาพของผู้บริโภคมากกว่าเป็นแค่อาหารเสริม พร้อมตั้งเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำในตลาดนี้ โดยเจ้าของแบรนด์บอกว่า ได้วางเป้าหมายการตลาดด้วยการโฟกัสไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหาสินค้าสุขภาพที่มีวิธีรับประทานไม่ยุ่งยาก ซึ่งมุมมองทางธุรกิจนี้เกิดขึ้นหลังจากได้เข้าร่วมโครงการนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เกิดความมั่นใจต่อการสร้างแบรนด์ โดยเฉพาะการสื่อสารผ่านแบรน์และสินค้าเพื่อสร้างความแตกต่าง และเพื่อจะทำให้ผู้บริโภคเกิดอารมณ์ร่วมและเห็นคุณค่าของสินค้ากับแบรนด์

แบรนด์ SIRI SHAYA ของ จิรัชญา วงศ์อริยะกวี ผู้ประกอบการสินค้า “เครื่องประดับ” ที่เชื่อมั่นว่าเครื่องประดับสามารถสื่อสารความรู้สึกดี ๆ ระหว่างผู้คนจึงตั้งเป้าที่จะสร้างแบรนด์สู่ระดับสากล โดยยังคงรากฐานวัฒนธรรมไทยเอาไว้ด้วย ซึ่งเจ้าของแบรนด์ให้แง่คิดาต่อให้มีคู่มือดีแค่ไหน แต่ภ้าหากขาดความมุ่งมั่นและอดทนที่จะลงมือทำอย่างต่อเนื่องก็ไม่อาจไปถึงเป้าหมายได้ นอกจากนั้นการเข้าใจหัวใจของแบรนด์ก็เป็นคีย์เวิร์ดสำคัญ เพราะช่วยให้เห็นอัตลักษณ์ของแบรนด์ จนนำไปต่อยอดพัฒนาแบรนด์ระยะยาวได้

ทั้งนี้ นี่เป็นกรณีศึกษาจาก “แบรนด์ไทย” บางส่วน ที่สามารถปั้นแบรนด์ใแข็งแกร่งและมีความแตกต่างได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งเอสเอ็มอีอื่น ๆ สามารถนำไปศึกษาเพื่อปรับใช้ ทั้งนี้ DITP ผู้จัดโครงการนี้ยังได้มีการให้คำแนะนำถึงหัวใจความสำเร็จของแบรนด์ว่า การค้นพบทิศทางที่ชัดเจนนั้นเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะสิ่งสำคัญกว่า คือการนำกลยุทธ์ที่มีไปปรับใช้และต่อยอดได้อย่างเป็นรูปธรรม.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ [email protected]