การประกวดจิตรกรรมบัวหลวงในปีนี้ มูลนิธิบัวหลวงเรียนเชิญผู้ทรงคุณวุฒิทางศิลปะเป็นคณะกรรมการคัดเลือกและตัดสินผลงาน โดยการประกวดแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ จิตรกรรมไทยแบบประเพณี จิตรกรรมไทยแนวประเพณี และจิตรกรรมร่วมสมัย โดยคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกผลงานได้รับรางวัล 10 ชิ้น และผลงานร่วมแสดงอีก 66 ชิ้น ทั้งนี้พาลัดเลาะชมแนวคิด ชมภาพผลงานจิตรกรรมไทย จิตรกรรมร่วมสมัย พลังศิลปะของศิลปินไทยส่วนหนึ่งจากนิทรรศการฯ

“ลดทิฐิพญานันโทปนันทนาคราช” เทคนิคสีฝุ่น สีอะคริลิคบนพื้นกาวมะขามดินสอพองปิดทองคำเปลว โดยบัณฑิต วันนุกูล ภาพรางวัลเหรียญทองบัวหลวง ประเภทจิตรกรรมไทยแบบประเพณี โดยแนวคิด ศิลปินนำพุทธประวัติตอนสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงโปรดพญานาคนันโทปนันทนาคราช มาตีความถึงสภาวะการยึดติดยึดมั่นในตนที่กำลังคลี่คลายออกด้วยสภาวะของความเมตตา
การปล่อยวางไม่ยึดติดผ่านภาพพญานาคสองตน พระพุทธเจ้าและเหล่าอัครสาวกอยู่ตำแหน่งตรงกลางภาพระหว่างสวรรค์และเมืองบาดาล แสดงถึงผู้ที่ไม่ยึดติดในสิ่งใดมากจนเกินไป อยู่ในสภาวะสงบนิ่งเปี่ยมล้นด้วยความเมตตา กรุณา ท่ามกลางบรรยากาศสีร้อนและเย็น ค่าน้ำหนักสีที่เน้นพญานาคและพระพุทธเจ้าให้เด่น การใช้เส้นที่มีความละเอียดประณีต ด้วยความตั้งใจและอดทน ประกอบกับส่วนประกอบ รายละเอียดทัศนธาตุต่างๆ ทำให้เกิดผลงานที่เปี่ยมด้วยความศรัทธาและความปิติยินดีของผู้สร้างสรรค์

ขณะที่ประเภทจิตรกรรมไทยแนวประเพณี รางวัลเหรียญทองบัวหลวงได้แก่ “ศรัทธาอันเข้มขลัง ณ แยกราชประสงค์” โดย วัชรนนท์ แสนวิเศษ และ “ลมหายใจของธรรมชาติ” โดย สิทธิพนธ์ เลาะไชยสงค์ ผลงานรางวัลเหรียญทองบัวหลวงประเภทจิตรกรรมร่วมสมัย ซึ่งแรงบันดาลใจสร้างสรรค์ผลงาน
“เกิดจากการเฝ้ามองและไตร่ตรองถึงจังหวะของธรรมชาติที่ดำเนินไปอย่างเงียบงามและอ่อนโยน หากแต่แฝงไว้ด้วยพลังอันเปี่ยมล้นในการหล่อเลี้ยงชีวิตข้าพเจ้ามองเห็นจักรวาลเป็นดั่งเครือข่ายของพลังงงานที่ไหลเวียนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จากแสงอาทิตย์ สายลม หยดน้ำ สู่ผืนดิน ทุกองค์ประกอบล้วนมีบทบาทในการโอบอุ้มและถ่ายทอดชีวิตอย่างต่อเนื่อง
การเลือกใช้เทคนิคเรืองแสง ที่สามารถเปล่งประกายได้แม้ในที่มืด เปรียบเสมือนการถ่ายทอดพลังแห่งการเจริญเติบโตที่ซ่อนอยู่ในธรรมชาติ เป็นพลังที่แผ่กระจายและส่งผ่านสู่สิ่งมีชีวิตทุกชนิดในทุกช่วงของเวลา ไม่ว่าจะยามหลับห รือตื่น ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน พลังนั้นยังคงดำรงอยู่อย่างเงียบงามและอ่อนโยน”

นอกจากนี้ในผลงานประเภทจิตรกรรมร่วมสมัย “จินตภาพแห่งป่าหิมพานต์”โดย พงษ์เทพ เกตุแก้ว “ป่าหิมพานต์ดินแดนแห่งอุดมคติอันงดงามและลึกลับ สะท้อนและสอดแทรกปรัชญาทางพุทธศาสนา ผลงานใช้ป่าหิมพานต์ถ่าทอดคติธรรม เพื่อให้ตระหนักว่าความงามมีความไม่เที่ยงแฝงอยู่ โดยผสานความเชื่อในศิลปะไทยกับเทคนิคตะวันตกนำเสนอสมดุลระหว่างแสงและเงายามสนธยา เปรียบเหมือนชีวิตที่มีทั้งสุขและทุกข์ ”
และอีกผลงาน “ขบวนศิลป์สัญจร” จิตรกรรมไทยแนวประเพณีโดยณัฏฐชัย สมผลวัฒนา “ในโลกที่ไม่หยุดนิ่ง ศิลปะและวัฒนธรรมไทยยังคงดำรงอยู่และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ขบวนรถไฟเป็นสัญญะของการเดินทางผ่านกาลเวลา ที่บรรทุกเรื่องราวทางวัฒนธรรม ศาสนา ความเชื่อ และศิลปะไว้ด้วยกัน สะท้อนการผสมผสานศิลปะแบบดั้งเดิมกับแนวคิดร่วมสมัยที่ไม่ละทิ้งรากเหง้าเดิม และยังคงคุณค่าในโลกสมัยใหม่” ฯลฯ



