เมื่อปลายเดือนส.ค. ที่ผ่านมา การประท้วงครั้งใหญ่ปะทุขึ้นและลุกลามจากกรุงจาการ์ตาไปยังเมืองใหญ่ทั่วอินโดนีเซีย โดยเฉพาะบนเกาะชวา สุมาตรา สุลาเวสี และบาหลี เหตุการณ์ความไม่สงบครั้งนี้ นับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดสำหรับรัฐบาลของพล.ท. ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ซึ่งเข้ามารับตำแหน่งได้ไม่ถึงหนึ่งปี

ชนวนเหตุสำคัญของการประท้วง คือความไม่พอใจของประชาชนต่อการอนุมัติ “เบี้ยเลี้ยงค่าที่พัก” สำหรับสมาชิกรัฐสภา รายงานระบุว่าเงินจำนวนนี้สูงถึง 50 ล้านรูเปียห์ต่อเดือน หรือประมาณ 98,000 บาท ซึ่งสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำในกรุงจาการ์ตา ซึ่งเป็นเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซียถึง 10 เท่า

ความโกรธแค้นนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเลขที่สูงเกินไป แต่ยังถูกขยายให้รุนแรงขึ้นเมื่อประชาชนรับรู้ว่า ในขณะที่สมาชิกรัฐสภารับสวัสดิการที่ฟุ่มเฟือยเช่นนี้ รัฐบาลกลับดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดอย่างเข้มงวด นโยบายเหล่านี้รวมถึงการตัดงบประมาณด้านสวัสดิการขั้นพื้นฐาน เช่น การศึกษา โครงการอาหารกลางวันในโรงเรียน และงบประมาณด้านสาธารณสุข

ผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลเผาทำลายเรือนรับรองแขกของรัฐสภา ที่เมืองบันดุง ในจังหวัดชวาตะวันตกของอินโดนีเซีย

การประท้วงจึงไม่ได้เกิดจากประเด็นเดียว แต่เป็นการซ้อนทับของความไม่พอใจทางเศรษฐกิจและความรู้สึกไม่ยุติธรรมทางสังคมที่หยั่งรากลึก การจ่ายเบี้ยเลี้ยง ส.ส. ที่สูงลิ่วท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ยังคงเผชิญความยากลำบาก จึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของตัวเลข แต่มันคือสัญลักษณ์ของความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจนที่สุด รัฐบาลขอให้ประชาชน “รัดเข็มขัด” และลดการใช้จ่ายภาครัฐในด้านที่จำเป็น แต่กลับให้สวัสดิการที่เกินความพอดีแก่ชนชั้นปกครองที่มาจากการเลือกตั้ง

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงก่อให้เกิดความรู้สึกว่า “ชนชั้นนำคอร์รัปชัน” และมี “นโยบายที่เอื้อผลประโยชน์ต่อกลุ่มทุนและกองทัพ” ความโกรธแค้นของชาวอินโดนีเซียในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเงินเดือน แต่เป็นเรื่องของความอยุติธรรมเชิงโครงสร้างที่กำลังกัดกินสังคม

ผู้ประท้วงนักศึกษาถือป้ายข้อความว่า “ตำรวจคือฆาตกร” ระหว่างการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล หน้าสำนักงานตำรวจกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเหตุการณ์ที่โหมกระพือให้ความโกรธแค้นลุกลามขยายวงไปทั่วประเทศอีก คือการเสียชีวิตของนายอัฟฟาน เคอร์นียาวาน ไรเดอร์หนุ่มวัย 21 ปี ซึ่งถูกรถหุ้มเกราะของตำรวจชนเสียชีวิต ระหว่างการสลายการชุมนุมในกรุงจาการ์ตา

การเสียชีวิตของเคอร์นียาวาน เปลี่ยนพลวัตของการประท้วงโดยสิ้นเชิง จากการเรียกร้องเรื่องเศรษฐกิจไปสู่การต่อต้านอำนาจรัฐและตำรวจที่ใช้ความรุนแรง ประชาชนต่างพากันออกมาเรียกร้องให้มีการนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย การประท้วงทวีความรุนแรงขึ้นในอีกหลายเมืองของอินโดนีเซีย มีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ การเผาอาคารสภาท้องถิ่นและยานพาหนะของรัฐ และมีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกหลายราย

การเสียชีวิตของประชาชนในมือของเจ้าหน้าที่รัฐทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลในการควบคุมสถานการณ์ และกระตุ้นให้ผู้คนจากหลายภาคส่วนที่ไม่เคยเข้าร่วมออกมาประท้วงร่วมกับกลุ่มนักศึกษาและประชาชนทั่วไป การประท้วงจึงไม่ใช่เรื่องของนโยบายอีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องของการเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานและความปลอดภัยในชีวิต การใช้ความรุนแรงของรัฐเป็นปฏิกิริยาที่ทำลายความชอบธรรมของตัวเอง และเป็นตัวเร่งให้ความขัดแย้งขยายวงกว้างไปสู่การปะทะที่รุนแรงขึ้น

การประท้วงครั้งนี้ถือเป็น “การตื่นตัวครั้งใหญ่ของขบวนการนักศึกษาในรอบ 20 ปี” เป็นการส่งสัญญาณสำคัญว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของอินโดนีเซียอาจกำลัง “หักเหออกไปจากเส้นทางที่ควรจะเป็น” ขบวนการนักศึกษาอินโดนีเซียมีประวัติศาสตร์ที่แข็งแกร่งในการเป็นผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเหตุการณ์เคลื่อนไหว โค่นล้มระบอบเผด็จการของประธานาธิบดีซูฮาร์โต เมื่อปี 2541 การกลับมาของพลังนักศึกษาจึงไม่ได้เป็นเพียงการต่อต้านนโยบายใดนโยบายหนึ่ง แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า ประชาชนไม่ไว้วางใจต่อทิศทางของประเทศที่อาจกำลังย้อนกลับไปสู่ยุคที่อำนาจถูกรวบศูนย์

พล.ท.ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เยี่ยมเยียนและให้กำลังใจครอบครัวของนายอัฟฟาน เคอร์นียาวาน ไรเดอร์หนุ่มวัย 21 ปี ซึ่งถูกรถหุ้มเกราะของตำรวจชนเสียชีวิต ระหว่างร่วมการประท้วงต่อต้านรัฐบาล ที่กรุงจาการ์ตา

การปรากฏตัวของขบวนการนักศึกษาและภาคประชาสังคมในครั้งนี้จึงเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญว่าระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลในสถาบันการเมืองอาจเริ่มอ่อนแอลง เมื่อกลไกทางการไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนโดยเฉพาะคนหนุ่มสาวจึงต้องลุกขึ้นมาทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้าระวังและปกป้องประชาธิปไตยด้วยตนเอง การประท้วงจึงเป็นการต่อสู้เพื่อปกป้อง “หลักการ” ประชาธิปไตย ไม่ใช่แค่การเรียกร้องผลประโยชน์เฉพาะหน้า และเป็นสิ่งเตือนว่า การเมืองในอินโดนีเซียยังคงอยู่ในช่วงเปราะบาง

นอกเหนือจากประเด็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจแล้ว การประท้วงยังสะท้อนความไม่พอใจของประชาชนต่อการเมืองที่ “สืบทอดแบบตระกูล” จนกลายเป็นระบอบหนึ่ง ซึ่งเป็นการที่ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ผู้นำคนก่อนหน้า ใช้เครือข่ายความสัมพันธ์ส่วนตัวและครอบครัวเพื่อรักษาฐานอำนาจก่อนหมดวาระ ความกังวลนี้มีต้นตอมาจากการแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งถูกมองว่าเป็นการ “ฝ่าฝืนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ” เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับการสร้าง “ตระกูลทางการเมือง”

การขึ้นสู่อำนาจประธานาธิบดีของพล.ท. ปราโบโวที่ชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับการรวบอำนาจที่อาจนำไปสู่การขาดการตรวจสอบและถ่วงดุลที่เพียงพอ การประท้วงครั้งนี้จึงถือเป็น “บททดสอบแรก” และ”บททดสอบสำคัญ” ของพล.ท.ปราโบโว ซึ่งการรับมือของผู้นำอินโดนีเซียจนถึงตอนนี้ เผยให้เห็นถึงกลยุทธ์ที่ผสมผสานระหว่างการประนีประนอมและการใช้กำลัง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาสมดุลที่เปราะบาง ระหว่างการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนกับการรักษาระบบการปกครอง

เพื่อบรรเทาสถานการณ์ พล.ท.ปราโบโวยกเลิก “สิทธิพิเศษบางประการ” ของ ส.ส. ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องที่ชัดเจนที่สุดของประชาชน การยอมถอยในครั้งนี้นับเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองที่ชาญฉลาดเพื่อ “ตัดไฟแต่ต้นลม” โดยการแก้ปัญหาที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม การตอบสนองที่ดูประนีประนอมนี้ยังมาพร้อมกับท่าทีที่แข็งกร้าว ขณะที่ประกาศยอมถอย พล.ท.ปราโบโวสั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงดำเนินการ “อย่างเข้มงวด” ต่อการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น การทำลายบ้านเรือนและทรัพย์สินสาธารณะ สะท้อนความพยายามในการแสดงออกซึ่งทั้งความอ่อนน้อมและการควบคุมอำนาจไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าแปลกใจเมื่อพิจารณาจากภูมิหลังทางทหารของพล.ท.ปราโบโว การกระทำเหล่านี้จึงเป็นบททดสอบว่าเขาจะสามารถเป็นผู้นำ “พลเรือน” ที่รับฟังประชาชนได้จริงหรือไม่ หรือจะหวนคืนสู่แนวคิดแบบ “ทหาร” ที่เน้นการควบคุมอำนาจเป็นหลัก

ขณะเดียวกัน ความกังวลที่ชาวอินโดนีเซียมีต่อพล.ท.ปราโบโว ไม่ได้มาจากนโยบายปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังสืบเนื่องมาจากภูมิหลังของพล.ท.ปราโบโว ในฐานะบุตรเขยซูฮาร์โต และประวัติการพัวพันกับการลักพาตัวนักเคลื่อนไหวในช่วงปลายยุคระบอบเผด็จการ สำหรับประชาชนที่เคยต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย การขึ้นสู่อำนาจของพล.ท.ปราโบโวจึงมาพร้อมกับความไม่ไว้วางใจที่ฝังลึก

อีกนโยบายของผู้นำอินโดนีเซีย ในการเปิดทางให้ทหารในประจำการสามารถดำรงตำแหน่งพลเรือนของหน่วยงานรัฐได้ ยิ่งตอกย้ำความกังวลว่า อินโดนีเซียอาจหวนกลับไปสู่ยุคที่กองทัพมีบทบาทนำในการเมืองอีกครั้ง ทุกการกระทำพล.ท.ปราโบโว ถูกจับตาควบคู่ไปกับประวัติศาสตร์การเมืองของอินโดนีเซีย การจัดการกับการประท้วงครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบที่แท้จริงว่า พล.ท.ปราโบโวจะสามารถก้าวข้าม “เงา” ของอดีต และสร้างความไว้วางใจในฐานะผู้นำที่เคารพหลักการประชาธิปไตยได้จริงหรือไม่

การประท้วงที่ลุกลามทั่วอินโดนีเซียในรอบนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ซับซ้อน ซึ่งไม่ได้มีสาเหตุมาจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลรวมของความไม่พอใจทางเศรษฐกิจและสังคม ที่ถูกกระตุ้นให้ปะทุออกมาพร้อมกัน สะท้อนความกังวลที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการถดถอยของระบอบประชาธิปไตยที่อินโดนีเซียต่อสู้มาอย่างยาวนาน และยังเผยให้เห็นถึงความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้าสำหรับรัฐบาลชุดนี้.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : AFP