แมว” เป็นหนึ่งในสัตว์เลี้ยงยอดนิยมที่ครองใจทาสทั่วโลก ปกติเห็นขี้เล่น เกรี้ยวกราด แต่ถ้าเจ้าเหมียวมีอาการผิดปกติอย่างการ ไอ หอบ หรือหายใจแรง ก็เป็นสัญญาณเตือนที่เจ้าของไม่ควรมองข้าม เพราะนั่นอาจเป็นอาการของโรคร้ายหลายชนิดที่กำลังคุกคามสุขภาพของน้องอยู่ การทำความเข้าใจโรคเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพื่อจะได้รักษาทันท่วงที

โรคที่ทำให้แมวเกิดอาการเหล่านี้มีหลายสาเหตุด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือ โรคหอบหืดในแมว (Feline Asthma) ซึ่งเป็นภาวะเรื้อรังของระบบทางเดินหายใจที่พบได้บ่อยคล้ายกับในคน โดยผลการศึกษาของนักวิจัยจากสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาพบว่า โรคนี้เกิดจากการอักเสบของหลอดลม ทำให้หลอดลมตีบแคบลงจนเกิดอาการไอ หอบ และหายใจลำบากได้ โดยมักพบในแมวที่มีช่วงอายุ 1-6 ปี

นอกจากนี้ แมวก็ยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินหายใจจากไวรัสหรือแบคทีเรียได้เช่นกัน เช่น ไข้หวัดแมว โดยงานวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเทศไทย ชี้ว่า การฉีดวัคซีนสามารถช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ ส่วนโรคที่เกี่ยวกับหัวใจก็ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจได้เช่นกัน โดยเฉพาะ ภาวะหัวใจล้มเหลว ที่ทำให้มีของเหลวคั่งในปอด และทำให้แมวหายใจลำบาก นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการไอและหอบได้อีก เช่น เนื้องอกในปอดหรือทรวงอก ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัสลิวคีเมีย หรือแม้กระทั่งการมีสิ่งแปลกปลอมอุดตันในทางเดินหายใจ รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับหลอดอาหารที่ทำให้เศษอาหารตกลงไปในปอดได้ด้วย

แมวทุกตัวมีโอกาสป่วยเป็นโรคเหล่านี้ได้ แต่ก็มีบางกลุ่มที่จัดว่ามีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ โดยเฉพาะ แมวพันธุ์หน้าแบน เช่น เปอร์เซีย สกอตติชโฟลด์ และเอ็กโซติก ชอร์ตแฮร์ เพราะมีทางเดินหายใจที่สั้นและแคบกว่าแมวทั่วไป ขณะเดียวกัน แมวที่มีแนวโน้มจะเป็นโรคหัวใจ อย่าง เมนคูนหรือสฟิงซ์ ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน นอกจากนี้ สิ่งแวดล้อมก็มีผลไม่แพ้กัน โดยงานวิจัยจากต่างประเทศระบุว่า แมวที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษ อย่างควันบุหรี่ หรือมีฝุ่นละอองมาก ๆ มีโอกาสป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจได้มากกว่า และในกรณีที่เลี้ยงแมวหลายตัวในบ้าน ก็อาจทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น

เมื่อเจ้าของพบว่าแมวมีอาการไอ หอบ หรือหายใจแรง ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์ทันทีเพื่อทำการวินิจฉัย โดยสัตวแพทย์จะใช้วิธีตรวจร่างกายทั่วไปร่วมกับการตรวจเพิ่มเติม เช่น การเอกซเรย์ปอด เพื่อดูความผิดปกติของอวัยวะภายใน การตรวจเลือด หรือการส่องกล้อง ในทางเดินหายใจ ซึ่งจะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพและตรงจุดมากขึ้น โดยการรักษาจะแตกต่างกันไปตามสาเหตุของโรค เช่น หากเป็นโรคหอบหืด สัตวแพทย์จะให้ยาขยายหลอดลม ในขณะที่ หากเป็นการติดเชื้อจะใช้ยาปฏิชีวนะ

อย่างไรก็ตาม การดูแลหลังการรักษาก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เจ้าของควรให้ยาตามที่สัตวแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด รวมถึง ปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้สะอาด ปราศจากฝุ่นและสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดอาการแพ้ การให้อาหารที่มีคุณภาพก็จำเป็นไม่แพ้กัน โดยควรเลือกอาหารที่ ย่อยง่าย มีโปรตีนสูง และไขมันต่ำ เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อระบบทางเดินหายใจและหัวใจ สุดท้ายสำคัญที่สุดคือ การให้ความรักและกำลังใจด้วยการพูดคุยและลูบคลำอย่างอ่อนโยนจะช่วยให้เจ้าเหมียวรู้สึกผ่อนคลายและฟื้นตัวได้เร็วขึ้นด้วย.