วิกฤติการณ์ทางการเมืองซึ่งเกิดขึ้นในเนปาลช่วงเดือนก.ย. 2568 เริ่มต้นจากการประท้วงต่อต้านการปิดกั้นสื่อสังคมออนไลน์ ทวีความรุนแรงจนกลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ นับตั้งแต่การสถาปนาระบอบสาธารณรัฐในปี 2551 เหตุการณ์ดังกล่าวมิได้เป็นเพียงปฏิกิริยาต่อการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพียงฟางเส้นสุดท้ายซึ่งจุดชนวนความไม่พอใจที่สั่งสมมานานจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งความไม่มั่นคงทางการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ การขาดโอกาส และการคอร์รัปชันที่กัดกร่อนความเชื่อมั่นของประชาชน

ท่ามกลางความสิ้นหวังในนักการเมืองแบบเดิม การเรียกร้องให้ฟื้นฟูระบอบกษัตริย์เริ่มกลับมามีเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ขณะเดียวกัน ก็มีกระแสการเมืองทางเลือกที่ขับเคลื่อนโดยคนรุ่นใหม่ที่มองหาทางออกใหม่ อนาคตของเนปาลจึงแขวนอยู่บนเส้นด้าย ระหว่างการปฏิรูปประชาธิปไตยที่แท้จริงกับความเป็นไปได้ที่จะหวนคืนสู่ระบอบเก่า หรืออาจเป็นจุดเริ่มต้นของ “เส้นทางใหม่” ที่ยังไม่เคยมีใครเลือกเดินมาก่อน

ผู้ประท้วงท้วงจำนวนหลายหมื่นคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนหนุ่มสาวซึ่งถูกขนานนามว่า “เจนซี”หรือ “เจนแซด” ออกมาชุมนุมบนท้องถนนในกรุงกาฐมาณฑุ และเมืองใหญ่อีกหลายแห่ง เพื่อต่อต้านคำสั่งของรัฐบาล ที่แบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์กว่า 20 แพลตฟอร์ม โดยอ้างเหตุผลว่า แพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และมีการใช้เป็นช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนและสร้างความเกลียดชัง

การต่อต้านการปิดกั้นทางดิจิทัลได้บานปลายกลายเป็นความรุนแรงซึ่งยกระดับภายในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อผู้ประท้วงปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก แม้รัฐบาลยกเลิกคำสั่งแบนสื่อสังคมออนไลน์ในเวลาต่อมา แต่เหมือนสายเกินไปในการบรรเทาความตึงเครียดที่เกิดขึ้น การประท้วงเปลี่ยนเป้าหมายจากการเรียกร้องให้ยกเลิกการแบน ไปสู่การเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการคอร์รัปชันอย่างจริงจัง และการขับไล่ผู้นำทางการเมือง

ผูัประท้วงต่อต้านรัฐบาลปีนขึ้นไปบนหลังคาของอาคารที่ทำการรัฐบาลเนปาล ในกรุงกาฐมาณฑุ ระหว่างการจลาจล 9 ก.ย. 2568

ผู้ประท้วงไม่ได้เรียกร้องเพียงแค่ “ยกเลิกการแบนสื่อสังคมออนไลน์” แต่ยังต้องการ “หยุดการคอร์รัปชัน” การกระทำที่มีความรุนแรงและป่าเถื่อนมากขึ้น เช่น การบุกเผาบ้านพักของนายกรัฐมนตรี ข้าราชการระดับสูง และแม้กระทั่งอาคารรัฐสภาและศาลฎีกา สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การประท้วงครั้งนี้มิใช่การเคลื่อนไหวที่ฉาบฉวย แต่เป็นสัญลักษณ์ของการปะทุของความไม่พอใจที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน

เนปาลในยุคใหม่ได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อปี 2311 โดยพระเจ้าปฤถวีนารายัณ ศาหะ แห่งราชวงศ์ชาห์หรือศาห์ อย่างไรก็ตาม ระหว่างปี 2389-2494 อำนาจที่แท้จริงกลับอยู่ในมือของราชวงศ์ราณา การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยครั้งแรกปะทุขึ้นในปี 2494 ซึ่งนำไปสู่การสิ้นสุดการปกครองของราชวงศ์ราณา และช่วยให้ราชวงศ์ชาห์ได้อำนาจคืนมา

การคืนสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่ได้นำมาซึ่งเสถียรภาพ ต่อมาในปี 2503 กษัตริย์มเหทระทรงสั่งยุบสภา และทรงสถาปนาระบบการปกครองแบบ “ปัญจายัต” ซึ่งเป็นระบอบอัตตาธิปไตยที่ห้ามการมีพรรคการเมือง และกษัตริย์ทรงเป็นผู้มีพระราชอำนาจเหนือการปกครองทั้งหมด

ต่อมาในปี 2539 เกิดสงครามกลางเมืองโดยกองกำลังกบฏเหมา ซึ่งเชื่อมโยงกับพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล เพื่อโค่นล้มระบอบกษัตริย์และสถาปนาระบอบสาธารณรัฐ สงครามที่ยิดเยื้อนานกว่า 10 ปี คร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 13,000 ราย

หลังจากนั้น ในวันที่ 1 มิ.ย. 2544 เกิดการลอบปลงพระชนม์หมู่พระราชวงศ์เนปาล กษัตริย์พิเรนทระเสด็จสวรรคต และพระบรมวงศานุวงศ์อีก 9 พระองค์สิ้นพระชนม์จากเหตุการณ์ดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้น ความคลุมเครือซึ่งเกิดขึ้นตามมา ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสถาบัน

ในเดือนก.พ. 2548 กษัตริย์ชญาเนนทราทรงก่อการรัฐประหาร โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงในช่วงสงครามกลางเมือง แต่สร้างความโกรธแค้นให้กับประชาชน และจุดชนวนการประท้วงครั้งใหญ่ในปี 2549 จนกระทั่งในที่สุดสถาบันกษัตริย์ซึ่งปกครองประเทศมานานกว่า 239 ปี ถูกล้มล้างอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 และเนปาลเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น “สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตย”

อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์การเมืองของเนปาลเป็นกระจกสะท้อนมาตลอด ว่าการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นบนความรุนแรง มักไม่ได้นำมาซึ่งเส้นทางใหม่ที่ราบรื่นเสมอไป การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบสาธารณรัฐมิได้เป็นจุดสิ้นสุดของความขัดแย้ง แต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นของความท้าทายใหม่ ที่กัดกร่อนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการเมืองที่มีการสถาปนาขึ้นใหม่

ทหารเนปาลตรึงกำลังบนถนนสายหนึ่งในกรุงกาฐมาณฑุ ระหว่างการประกาศเคอร์ฟิว เพื่อฟื้นฟูความสงบภายในประเทศ 11 ก.ย. 2568

นับตั้งแต่การล้มล้างสถาบันกษัตริย์ในปี 2551 เนปาลเผชิญกับความไร้เสถียรภาพทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง มีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีถึง 13 คนในระยะเวลาไม่ถึงสองทศวรรษ การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยครั้งนี้เป็นอาการของระบบการเมืองที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างรุนแรง พรรคการเมืองขาดความสามัคคีและมุ่งเน้นผลประโยชน์ส่วนตน รัฐบาลผสมที่เกิดขึ้นมักจะเปราะบางและมีอายุสั้น ซึ่งทำให้ไม่มีรัฐบาลชุดใดที่มีเวลามากพอที่จะดำเนินนโยบายระยะยาวเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ สภาพเช่นนี้ทำให้ประชาชนรู้สึกสิ้นหวังและขาดศรัทธาในระบอบการเมืองแบบเดิม

ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมือง เนปาลยังคงเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคมที่หยั่งรากลึก แม้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองแล้ว เนปาลยังคงเป็นหนึ่งในประเทศยากจนที่สุดในโลก โดยมีอัตราความยากจนสูงที่สุดในเอเชียใต้ ปัญหาการว่างงานในกลุ่มเยาวชนอยู่ในระดับสูง โดยมีรายงานว่าอัตราการว่างงานสูงถึง 20% การขาดโอกาสทางเศรษฐกิจที่เห็นได้ชัดนี้ทำให้คนหนุ่มสาวจำนวนมากต้องเดินทางไปทำงานในต่างประเทศเพื่อหาเลี้ยงชีพ

เมื่อความไม่พอใจและความโกรธแค้นสะสมถึงขีดสุด การประท้วงซึ่งจุดชนวนจากประเด็นที่ดูผิวเผินอย่างการแบนสื่อสังคมออนไลน์ จึงกลายเป็นการเรียกร้องให้โค่นล้มรัฐบาลในทันที แม้รัฐบาลอ้างว่ามาตรการดังกล่าวจำเป็นเพื่อควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลเท็จและความเกลียดชัง แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในโลกดิจิทัล พวกเขามองว่าสื่อสังคมออนไลน์เป็นมากกว่าเครื่องมือเพื่อความบันเทิง มันเป็น “เส้นชีวิตทางการเมือง” ที่สำคัญสำหรับการแสดงออก การทำงาน และการเคลื่อนไหวเพื่อสังคม การสั่งห้ามจึงถูกมองว่าเป็นการพยายามเซ็นเซอร์เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนและเป็นสัญญาณของรัฐบาลที่ใช้อำนาจแบบเผด็จการ

ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นระหว่างรัฐบาลที่พยายามควบคุมกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ การแบนและปลดแบนจึงไม่ได้แก้ปัญหา แต่กลายเป็นเครื่องพิสูจน์ให้ผู้ประท้วงเห็นว่า ความคับแค้นของพวกเขานั้นมีเหตุผลและควรได้รับการแก้ไข

ขณะเดียวกัน ความคับแค้นดังกล่าวถูกขับเคลื่อนด้วยแคมเปญในโซเชียลมีเดียที่เปิดโปงชีวิตหรูหราของบุตรหลานนักการเมืองและข้าราชการระดับสูง หรือที่เรียกว่ากระแส “เนโป คิด” ( Nepo Kid ) การนำเสนอภาพความฟุ้งเฟ้อในประเทศที่คนส่วนใหญ่ยังต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด กลายเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการคอร์รัปชันและความไม่เท่าเทียมที่ประชาชนในเนปาลรู้สึกมาโดยตลอด

เมื่อการประท้วงบานปลายกลายเป็นความรุนแรง ผู้ประท้วงไม่ได้มุ่งเป้าไปที่บุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ยังโจมตีไปที่สัญลักษณ์ของสถาบันทางการเมืองต่าง การเผาทำลายอาคารรัฐสภาและศาลฎีกา เป็นการแสดงออกถึงความโกรธแค้นต่อ “ระบบ” และ “สถาบัน” ทางประชาธิปไตยที่กลุ่มคนรุ่ยใหม่ในเนปาลรู้สึกว่า ไม่ตอบสนองต่อความต้องการของตัวเองอีกต่อไป

กระแสการเรียกร้องให้ฟื้นฟูระบอบกษัตริย์กลับมามีอำนาจอีกครั้งเริ่มได้รับความสนใจจากชาวเนปาลมากขึ้น ทว่าการกลับมาเรียกร้องให้ระบอบดั้งเดิมกลับมาอีกครั้ง ไม่ได้เกิดจากความรักหรือความเทิดทูนที่มีต่อสถาบัน แต่เป็น “ปฏิกิริยาจากความสิ้นหวัง” ในระบอบประชาธิปไตยที่ล้มเหลว ชาวเนปาลอาจเลือก “ความไม่แน่นอนที่คุ้นเคย” ในอดีตเหนือ “ความวุ่นวายที่คาดเดาไม่ได้” หากไม่มีการปฏิรูปที่แท้จริง ประชาชนอาจหันไปหาทางเลือกที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ซึ่งรวมถึงการรัฐประหารหรือการฟื้นฟูระบอบกษัตริย์

ในฐานะประเทศที่ตั้งอยู่ระหว่างมหาอำนาจสองประเทศอย่างอินเดียและจีน เนปาลจึงมีความอ่อนไหวต่อผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์จากภายนอก ความไม่มั่นคงภายในของเนปาลได้เปิดช่องให้มหาอำนาจภายนอกเข้ามามีบทบาทและช่วงชิงอิทธิพลได้ง่ายขึ้น แม้ว่าหลักฐานส่วนใหญ่จะชี้ให้เห็นว่า การเกิดขึ้นจากความไม่พอใจภายใน การแก้ไขวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าเนปาลจะสามารถจัดการกับความตึงเครียด และอิทธิพลจากภายนอกได้อย่างไร

อนาคตของเนปาลยังคงเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก การประท้วงครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนซึ่งนำไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่แท้จริง หรือจะเป็นเพียงอีกหนึ่งวงจรของความรุนแรงและความไม่มั่นคงที่เนปาลต้องเผชิญต่อไป การที่ประชาชนกำลังเผชิญหน้ากับทางเลือกระหว่างประชาธิปไตยที่ขาดประสิทธิภาพ กับเงาของอดีตที่พวกเขาเคยต่อสู้เพื่อปลดแอกตัวเอง จึงเป็นคำถามสำคัญที่เนปาลต้องหาคำตอบด้วยตัวเอง.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : AFP