น.ส.เคเมริยา เมฮัมเหม็ด อับดูราเฮมัน หมายตารถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เมื่อ 4 เดือนก่อน โดยเข้าร่วมกับชาวเอธิโอเปียมากกว่า 100,000 คนที่เปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
แม้ข้อมูลจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) เผยให้เห็นว่า ยอดขายรถอีวีในแอฟริกา คิดเป็นสัดส่วนเพียง 1% ของตลาดโลกในปี 2567 แต่เอธิโอเปียต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้น
เมื่อปีที่แล้ว เอธิโอเปียเป็นประเทศแรกในโลกที่ห้ามการนำเข้ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อม และช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงที่มีราคาแพงขึ้นในประเทศ โดยชาวเอธิโอเปียหลายคนยินดีกับการเปลี่ยนแปลงนี้
นายบาเรโอ ฮัสเซ็น บาเรโอ หัวหน้าฝ่ายการเดินทางสีเขียว จากกระทรวงคมนาคมเอธิโอเปีย กล่าวว่า ปัจจุบันเอธิโอเปียมีรถอีวีบนท้องถนนแล้ว 115,000 คัน หรือคิดเป็น 7% ของรถยนต์ทั้งหมด และภายใน 10 ปี ประเทศจะมีรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 500,000 คัน
อย่างไรก็ตาม รถอีวียังคงมีราคาแพงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอธิโอเปีย ซึ่งประชากรเกือบ 40% มีรายได้น้อยกว่า 3 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน (ราว 95 บาท) ตามข้อมูลของเวิลด์แบงก์ หรือธนาคารโลก
ด้านอับดูราเฮมัน จ่ายเงินประมาณ 34,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.08 ล้านบาท) เพื่อซื้อรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นหนึ่งจากแบรนด์ “บีวายดี” ของจีน โดให้เหตุผลว่าเป็น “การตัดสินใจในระยะยาว” ซึ่งสามารถประหยัดค่าใช้จ่าย และประหยัดเวลาจากการไม่ต้องต่อคิวเติมน้ำมัน
เอธิโอเปียเป็นประเทศไม่มีทางออกสู่ทะเล ส่งผลให้ต้องพึ่งพาท่าเรือของประเทศเพื่อนบ้านอย่างจิบูตี และมักประสบปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิง แต่ในตอนนี้ รถอีวีเริ่มมีให้เห็นมากขึ้นในกรุงแอดดิสอาบาบา โดยส่วนใหญ่เป็นรถยนต์แบรนด์จีน
นอกจากนี้ ชาวเมืองยังมีโอกาสได้เห็นรถกระบะไฟฟ้า “ไซเบอร์ทรัค” ที่แปลกตาของบริษัท เทสลา ซึ่งมีราคาขายปลีกสูงกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.18 ล้านบาท) วิ่งบนท้องถนนในเมืองหลวง มิหนำซ้ำ รถบัสของเมืองก็เปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแล้วเช่นกัน
ด้านนายแซมซัน เบอร์ฮาเน นักวิเคราะห์เศรษฐกิจ กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า “ประสบความสำเร็จมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก”
“สิ่งนี้เป็นผลมาจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลางในประเทศ และความต้องการรถยนต์ใหม่ที่เพิ่มขึ้น” เบอร์ฮาเน กล่าวเพิ่มเติม
กระนั้น การเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วก็มาพร้อมกับความท้าทาย โดยมีรายงานการขาดแคลนชิ้นส่วนรถอีวี และช่างซ่อมรถยนต์ที่ได้รับการรับรอง อีกทั้งสถานีชาร์จมีเพียงประมาณ 100 แห่งทั่วเอธิโอเปีย นั่นหมายตวามว่า ผู้ขับขี่ไม่สามารถวางแผนการเดินทางไกลนอกเมืองหลวงได้
อนึ่ง ราคารถอีวีที่สูง ถือเป็นประเด็นเร่งด่วนที่รัฐบาลเอธิโอเปียหวังแก้ปัญหา ด้วยการดึงดูดผู้ผลิตต่างชาติให้มาผลิตในประเทศ ขณะที่ปัญหาการจ่ายไฟฟ้าที่ไม่เสถียร ก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลเช่นกัน แม้รัฐบาลหวังว่า การเปิดเขื่อนขนาดใหญ่ในสัปดาห์นี้ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศเป็นสองเท่า จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียวก็ตาม.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



