พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ต้องเจอเคราะห์ซ้ำกรรมซัดไม่หยุด เพราะนอกจากยังไม่สามารถฟื้นฟูศรัทธากลับคืนมาได้แล้ว ยังเกิดความระส่ำระสายจากกรณีที่“เฉลิมชัย ศรีอ่อน” ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้มีคำถามตามมาเกี่ยวกับอนาคตของค่ายสีฟ้าว่า จะยังสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้หรือไม่ “คอลัมน์ตรวจการบ้าน” จึงมาสนทนากับหนึ่งในสมาชิกปชป.ที่ยังเหนียวแน่น อย่าง “ชินวรณ์ บุณยเกียรติ” อดีตรัฐมนตรี อดีตสส.นครศรีธรรมราชหลายสมัย และอดีตรองหัวหน้าพรรคฯ ถึงสถานการณ์และโอกาสของพรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้

โดย “ชินวรณ์” อดีตแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ มองเหตุการณ์ที่ “เฉลิมชัย”ลาออกจากหัวหน้าพรรคฯ ว่า เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจตามที่มีการแจ้งเหตุผลเรื่องสุขภาพ แต่ขอชื่นชม “เฉลิมชัย”ในช่วงที่ผ่านมา เพราะเป็นช่วงที่พรรคฯ มีวิกฤติมาตามลำดับ แม้การลาออกจะถือเป็นวิกฤติ แต่ในวิกฤติจะทำให้เกิดโอกาสได้ โดยเรื่องนี้ทำให้ประชาชนกลับมาสนใจพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง ทำให้สมาชิกพรรคฯ ทุกรุ่นให้ความสำคัญกับพรรคฯซึ่งคนที่ปรารถนาดีต่อพรรคฯ อยากให้พรรคนำโอกาสที่ต้องจัดการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคฯชุดใหม่ มาใช้ในการปฏิรูปพรรคให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่เป็นมาเกือบ 90 ปี ผมคิดว่าสมาชิกทุกรุ่นคงรู้สึกคล้ายกันว่าควรร่วมกันเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส

แต่มีปัญหาอีกเรื่อง คือขณะนี้ปชป.มีจำนวนสส.น้อยมาก ผมอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์มา 35 ปี เป็นสส.รุ่นเดียวกับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตหัวหน้าพรรคฯ ซึ่งคนที่เคยเป็นสส.รุ่น 35/1 ตอนนี้ ในปชป. เหลือผมคนสุดท้ายที่ยังเป็นสมาชิกพรรคฯ ดังนั้นผมอยากเรียกร้องเหมือนกันว่าขอให้ทุกคนทุกฝ่ายมาร่วมกันใช้วิกฤตินี้เป็นโอกาส

ส่วนการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคฯ ผมดีใจที่เห็นหลายคนออกมาเสนอแนะเรื่องการฟื้นฟูพรรค และเสนอให้นายอภิสิทธิ์กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคฯอีกครั้ง ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่งในเรื่องคนที่จะเป็นกรรมการบริหารพรรคฯชุดใหม่จะต้องฟื้นฟูพรรคฯ ให้เป็นสถาบันทางการเมือง และทำตามนโยบายของพรรคอย่างแท้จริง ส่วนกรณีของนายอภิสิทธิ์ คงไม่มีใครปฏิเสธว่าเป็นผู้ที่เหมาะสมกับวิกฤติขณะนี้

แต่ผมอยากขอให้สมาชิกพรรคฯทุกคน และคนที่เป็นอดีตรัฐมนตรี เป็นอดีตสส.ของพรรค หรืออดีตกรรมการบริหารพรรคฯ แต่ปัจจุบันออกจากปชป.แล้ว ได้ร่วมกันกลับมาสมัครเป็นสมาชิกปชป. เพื่อจะทำให้เป็นผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงหรือโหวตเตอร์ในการเลือกตั้งดังกล่าว และเพื่อทำให้โหวตเตอร์กลุ่มอื่นๆ เช่น กลุ่มกรรมการบริหารพรรคฯชุดปัจจุบัน หรือกลุ่มสส. ควรรับฟังความคิดเห็นหรือกระแสของสังคม แล้วใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ จะทำให้เห็นว่าทุกคนยินดีกลับมาฟื้นฟูพรรค

@ ได้พูดคุยกับคนที่ยังอยู่ในพรรคหรือคนที่ลาออกไปแล้วบ้างหรือไม่ถึงเรื่องการฟื้นฟูพรรค

พูดคุยกันบ้าง แต่ต้องยอมรับความจริงว่า ตามข้อบังคับพรรคฯ กำหนดสัดส่วนคะแนนเสียงในการเลือกตั้งหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ให้น้ำหนักของเสียงของ สส. ร้อยละ 40 สำหรับคะแนนเสียงของผู้ที่เป็นกรรมการบริหารพรรคปัจจุบัน คิดเป็นร้อยละ 20 ส่วนที่เหลือซึ่งมีทั้งอดีตสส. อดีตรัฐมนตรี อดีตกรรมการบริหารพรรคฯ และองค์ประกอบอื่นๆ มีน้ำหนักคิดเป็นร้อยละ 40  ดังนั้น ถ้าทุกคนรวมกันได้ ผมยังมั่นใจว่าอย่างน้อยจะทำให้สส.ปัจจุบันต้องมีสปิริตในการทำให้ปชป.เดินไปข้างหน้าได้

และขอเรียกร้องให้กลุ่มผู้บริหารพรรคฯขณะนี้แสดงจุดยืนให้ชัดว่าจะนำพาปชป.ไปทิศทางใด เพื่อจะได้กระตุ้นกลุ่มสมาชิกพรรคและโหวตเตอร์ให้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ถ้าสังคมได้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังมีความหวังที่จะฟื้นฟูการเมืองที่สุจริต ฟื้นฟูการกระจายอำนาจ ฟื้นฟูการเมืองที่เป็นหลักเสรีนิยมประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไว้ให้เคียงคู่กับประเทศไทย ก็จะทำให้ประชาชนตอบรับปชป.ต่อไป แต่ก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ที่จะต้องแสดงจุดยืน รวมถึงชูนโยบายและอุดมการณ์ในการทำงานอย่างชัดเจนต่อไป

@ มีเสียงวิจารณ์ว่าผู้บริหารพรรคบางคนกุมเสียงโหวตของ สส.และกรรมการบริหารพรรคฯเอาไว้ ซึ่งอาจทำให้หลายคนไม่อยากกลับมาปชป.

ทุกกลุ่มที่เป็นเลือดของประชาธิปัตย์อย่างแท้จริง ก็ต้องออกมาแสดงออก แม้แต่กลุ่มโหวตเตอร์ที่มีค่าน้ำหนักคะแนนเสียงน้อย ถ้ารวมกันแสดงออกให้เป็นหนึ่งเดียวได้ ก็จะมีน้ำหนักพอที่ไปกระตุ้นกลุ่มอื่นๆ แต่ผมขอเรียกร้องต่อกลุ่มผู้บริหารพรรคฯที่กุมเสียงโหวตเตอร์ที่มีค่าน้ำหนักสูงว่า ถ้าเขาจะยังนำพาพรรคฯต่อไปโดยไม่ฟังความคิดเห็นของกลุ่มอื่น ก็ต้องรับผิดชอบต่อผลที่จะเกิดกับพรรค และคนที่จะเป็นผู้บริหารชุดใหม่ ก็ต้องรับผิดชอบต่อพรรคฯ และต่อการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ซึ่งถ้าเขาพาปชป.พ่ายแพ้ ก็ต้องรับผิดชอบ

ดังนั้น ผมอยากให้ผู้บริหารพรรคฯขณะนี้เปิดให้ทุกคนได้แสดงจุดยืนตัวเอง เราไม่ควรแบ่งฝ่าย แต่ควรจะมารับผิดชอบร่วมกันในภาวะวิกฤติอย่างนี้ เพื่อนำพรรคประชาธิปัตย์เดินไปข้างหน้า

@ แสดงว่าขณะนี้ปชป.ยังมีโอกาสมีความหวังที่จะฟื้นฟูได้อยู่ใช่หรือไม่

ยังมีความหวังอยู่ ยังมีเวลาช่วง 60 วันที่ต้องจัดเลือกตั้งหัวหน้า ถ้าผู้ที่เป็นโหวตเตอร์ได้แสดงจุดยืนตัวเอง และคนที่จะเป็นแกนนำสำคัญ มีสปิริตที่จะร่วมกันอย่างแท้จริง ก็อาจนัดพูดคุยกันนอกรอบว่าในสถานการณ์วิกฤติอย่างนี้ และมีข้อจำกัดจากกำหนดเวลา 4 เดือนที่จะต้องยุบสภานั้น เราควรทำอย่างไรในการจะนำพาพรรคประชาธิปัตย์เข้าสู่สนามเลือกตั้ง ซึ่งมีทางออกหลายทาง เช่น อาจมารวมใจกันทุกกลุ่มทุกรุ่นเพื่อทำหน้าที่คล้ายๆ กับคณะกรรมการบริหารเฉพาะกิจเตรียมการต่อการเลือกตั้ง เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ในโอกาสต่อไป

แน่นอนว่าช่วงเวลา 4 เดือน คงเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะมาทำแล้วนำพรรคฯ ได้รับชัยชนะเหมือนกับที่เคยได้ แต่อย่างน้อยก็จะทำให้พรรคฯได้สร้างรากฐานสำคัญที่เป็นบทพิสูจน์กับประชาชนว่าวันนี้ปชป.ได้มีจุดยืนในการทำงานทางการเมืองอย่างไร ตรงนี้จะเป็นบทพิสูจน์ได้ในช่วง 4 เดือน หลังจากนี้

ถ้าการเลือกกรรมการบริหารพรรคฯชุดใหม่มาจากการรวมใจของทุกรุ่น ผมมั่นใจว่าจะทำให้พรรคฯได้รับการสนับสนุนมากขึ้น จะมีคนสมัครสมาชิกเพิ่ม และมีความร่วมมือจากประชาชนที่อยากเห็นพรรคการเมืองแบบพรรคประชาธิปัตย์เดินต่อไปบนเส้นทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์อันเป็นประมุข

แต่ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ยังมีความขัดแย้ง และเอาเรื่องการแข่งขันมาเป็นตัวตั้งอีก กรรมการบริหารพรรคฯ ก็ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น และจะได้เห็นคนลาออกจากสมาชิกพรรคเพิ่มอีก

@ การแข่งขันในการเลือกตั้งหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคฯ ครั้งนี้จะดุเดือดหรือไม่

มันถึงเวลาที่ทุกกลุ่มทุกรุ่นควรหันหน้ามาหารือกันว่าจะนำปชป.เดินหน้าอย่างไรให้มาอยู่ในความนิยมของประชาชน แม้การแข่งขันนี้จะไม่ดุเดือด แต่ถ้ามีอะไรที่ตกลงกันไม่ได้ มันก็จะต้องไปอีกวันหนึ่ง แล้วผลก็จะออกมาอีกอย่างหนึ่ง แต่ถ้าตกลงกันได้ และผลก็ออกมาในทางที่ดี ก็จะได้แสวงหาความร่วมมือกับทุกฝ่ายต่อไป ผมคิดว่าประชาชนก็อยากเห็นพรรคประชาธิปัตย์เดินไปในแนวทางนี้.