ใครที่รู้ตัว ใครที่มีสติ ก็รอดตัวไป ไม่ตกเป็นเหยื่อ ถูกต้มตุ๋น หรือถูกหลอกได้ง่าย ขณะที่มีคนอีกจำนวนมากที่รู้ไม่เท่าทัน ขาดสติ จนกลายเป็นเหยื่อ ถูกหลอกแล้วหลอกอีก จนสิ้นเนื้อประดาตัว
แม้ภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่างออกมาตรการเยอะแยะมากมาย เพื่อล้อมคอก เพื่อป้องกัน ไม่ให้ผู้คนต้องตกเป็นเหยื่อโดยง่าย
แต่…สุดท้าย ไม่ว่าจะออกมาตรการมาในรูปแบบไหน แต่วิวัฒนาการของบรรดามิจฉาชีพ ก็ก้าวหน้าเปลี่ยนแปลงวิธี หลบเลี่ยงหลบหนีมาตรการรัฐ ไปได้แทบทุกครั้ง
ปัญหานี้จึงกลายเป็นปัญหาใหญ่ สำหรับผู้คนทั่วโลกไม้เว้นแม้แต่ประเทศไทย ที่ในแต่ละวันมีผู้คนที่ตกเป็น “เหยื่อ” เป็นจำนวนไม่น้อย
ข้อมูลล่าสุดจากแบงก์ชาติระบุว่าการใช้เวลาในการหลอก “เหยื่อ” นั้นพบว่า เงินกว่า 50% จะถูกโอนออกภายใน 3 นาทีเท่านั้น ขณะที่เหยื่อใช้เวลาเฉลี่ย 18 ชั่วโมงกว่าจะรู้ตัวและแจ้งความ
ด้วยสภาพการณ์เช่นนี้ จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไม? การติดตามเงินในบัญชีคืนกลับมานั้น ต้องใช้เวลา หรือบางเคสบางกรณี ตามไม่ได้ ก็สูญเงินโดยไม่ได้กลับคืน
โดยตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา พบว่ามีเหยื่อหรือผู้เสียหายเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกว่า 1 ล้านราย มีมูลค่าความเสียหายเกือบ 98,000 ล้านบาท
ต้องยอมรับว่าเวลานี้ระบบการชำระเงินดิจิทัล ทำให้การทำธุรกรรมง่าย รวดเร็ว สะดวก เข้าถึงได้ จนเปลี่ยนวิถีชิวิตของทุกคน แบงก์ชาติยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเรื่องของ “พร้อมเพย์”
ปัจจุบันนี้แทบไม่มีใครที่ไม่มีพร้อมเพย์ ในมือถือ เพราะกว่า 70% ของคนไทย ที่ได้ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ที่สำคัญ ในแต่ละวันก็มีการใช้งานมากกว่า 76 ล้านรายการต่อวัน
เหนืออื่นใด!! มูลค่าการโอนเงินในแต่ละวันก็มีมูลค่าสูงมากถึงเฉลี่ยวันละ 1.44 แสนล้านบาททีเดียว
ทั้งนี้เรื่องของภัยการเงินในประเทศไทย โดยเฉพาะการหลอกลวงที่เหยื่อยินยอมโอนเงินเอง กำลังแพร่กระจายรวดเร็ว ตามการเติบโตของระบบชำระเงินที่รวดเร็ว
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างและความจำเป็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งดำเนินการ เพราะระบบเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปไกลมาก
แถม….ยังมีเรื่องของปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ ที่กำลังก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน ซึ่งทำให้กลโกงแนบเนียนมากยิ่งขึ้น ทำให้การหลอกลวงเกิดได้ง่ายขึ้น แล้วกำลังขยายวงกว้างไปมากขึ้น
ข้อมูลของรศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ในกลุ่มของเบบี้ บูมเมอร์ หรือ “เจน บี” ที่เกิดตั้งแต่ปีพ.ศ. 2489-2507 ประมาณ 25% ที่เคยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกให้โอนเงิน ขณะที่คนใน “เจน เอ็กซ์” คือ ที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508-2522 5 ถูกหลอกให้โอนเงินประมาณ 13%
ขณะที่การถูกหลอกให้ลงทุน จะเกิดขึ้นในเจน บี ประมาณ 18% เจนเอ็กซ์ ประมาณ 17% ส่วนเจน ซี หรือคนที่เกิดในปีพ.ศ. 2541-2565 จะถูกหลอกผ่านการซื้อของออนไลน์ เช่นเดียวกับ คนเจนวาย หรือคนที่เกิดในปีพ.ศ.2523-2540 ที่ถูกหลอกราว 72%
ภัยการเงินเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย จับกุมได้ยาก แถมยังมีเรื่องของผลประโยชน์ ผลตอบแทนสูง เข้ามาหลอกล่อ จึงไม่ใช่เรื่องยาก ที่ทำให้คนที่ตกเป็นเหยื่อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ปัญหานี้ นอกจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเข้ามาจัดวางระบบให้ครอบคลุม ให้แข็งแกร่ง การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน การร่วมมือระหว่างกัน อย่างเข้มแข็ง ไม่โยนความรับผิดชอบ แล้ว
ประชาชนคนไทยเอง ก็ต้องรู้จักระมัดระวังตัวเอง เพิ่มพูนความรู้ทางด้านเทคโนโลยีเพื่อก้าวตามให้ทัน ไม่โลภ ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์และผลตอบแทนสูง ดังคำที่ว่า “อัตาหิ อัตโนนาโถ”
เพราะ…สุดท้าย ถ้าตนไม่ใช่ที่พึ่งแห่งตน มัวแต่หาที่พึ่ง ก็เท่ากับว่า…ยิ่งเปิดทางกลายเป็น “เหยื่อ”!!
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



