ก่อตั้งขึ้นตามเจตนารมณ์สุดท้ายของอัลเฟรด โนเบล นักเคมีชาวสวีเดนผู้รู้สึกเสียใจที่ การประดิษฐ์ไดนาไมต์ของตัวเองถูกนำไปใช้ในสงคราม รางวัลนี้จึงถูกกำหนดขึ้นเพื่อยกย่อง “บุคคลผู้ทำงานยอดเยี่ยมที่สุดหรือเป็นประโยชน์มากที่สุดต่อเพื่อร่วมโลก ในระดับระหว่างประเทศ เพื่อการกำจัดหรือลดการเผชิญหน้าทางทหาร และเพื่อการโอบอุ้มและเสริมสร้างการดำรงอยู่”
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ แสดงความปรารถนาอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาว่าต้องการได้รับรางวัลดังกล่าว ความต้องการนี้ไม่ได้เป็นเพียงความมุ่งมั่นในการสร้างสันติภาพระดับโลกเท่านั้น แต่ยังถูกมองว่ามีรากฐานมาจากแรงจูงใจทางการเมืองและส่วนตัวที่ซับซ้อนหลายประการ การวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญหลายคนชี้ให้เห็นว่าทรัมป์ต้องการเทียบรัศมีกับอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เมื่อปี 2552 ความทะเยอทะยานของทรัมป์สะท้อนการแข่งขันทางภาพลักษณ์ที่ฝังลึก ซึ่งผลักดันให้ทรัมป์พยายามสร้างความสำเร็จทางการทูตที่น่าประทับใจ เพื่อลบเลือนความสำเร็จของอดีตผู้นำสหรัฐจากพรรคเดโมแครต

ยิ่งไปกว่านั้น การแสวงหารางวัลนี้ของทรัมป์กำลังกลายเป็น “แคมเปญโฆษณาชวนเชื่ออย่างจริงจัง” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ความเป็น “ประธานาธิบดีแห่งสันติภาพ” และ “ผู้นำโลกผู้ยิ่งใหญ่” ให้กับทรัมป์ การสร้างภาพลักษณ์ดังกล่าวไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่การได้รับการยอมรับจากนานาชาติ แต่ยังมีจุดประสงค์ทางการเมืองภายในประเทศอย่างชัดเจน นั่นคือการใช้ความสำเร็จทางการทูตเพื่อ “กลบปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐเอง” สะท้อนว่าความพยายามทางการทูตที่ถูกกล่าวอ้างเพื่อช่วงชิงรางวัลโนเบลนั้น ไม่ได้แยกขาดจากการเมืองภายในประเทศ แต่เป็นเครื่องมือที่มีความสัมพันธ์อย่างยิ่งเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองและเรื่องส่วนตัว
ตลอดระยะเวลานานกว่า 8 เดือนที่ผ่านมา ของการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง ทรัมป์อ้างความสำเร็จในการเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในหลายภูมิภาคทั่วโลก ความพยายามดังกล่าวนำไปสู่การที่ผู้นำและนักการเมืองจากหลายประเทศเสนอชื่อผู้นำสหรัฐ ให้เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
หนึ่งในข้อกล่าวอ้างหลักที่ถูกใช้ในการเสนอชื่อทรัมป์ คือบทบาทของผู้นำสหรัฐในข้อตกลงอับราฮัม ซึ่งเป็นชุดข้อตกลงที่สร้างความสัมพันธ์ปกติระหว่างอิสราเอลกับประเทศอาหรับหลายแห่ง ฝ่ายสนับสนุนมองว่าข้อตกลงนี้เป็น “ความสำเร็จอันโดดเด่น” ในการลดความตึงเครียดให้กับภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีความผันผวนทางการเมืองและความมั่นคงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอลเป็นหนึ่งในผู้เสนอชื่อทรัมป์เข้าชิงรางวัล โดยเชื่อว่าข้อตกลงนี้จะนำมาซึ่ง “สันติภาพที่กว้างขวางมากขึ้นซึ่งจะรวมถึงเพื่อนบ้านของเราทุกคน” การเสนอชื่อผู้นำสหรัฐจึงเป็นเครื่องสะท้อนความเชื่อของผู้สนับสนุนว่า ทรัมป์ได้ทำคุณูปการที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของโนเบล ในการส่งเสริมภราดรภาพระหว่างประเทศ แม้มีเสียงวิพากษ์ว่า ข้อตกลงอับเราฮัมละเลยประเด็นปาเลสไตน์ “อย่างจงใจ”
การที่ทรัมป์ริเริ่มการประชุมสุดยอดกับนายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ในสมัยแรกของการดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐ เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายสำหรับทั่วโลก ผู้สนับสนุนมองว่า การเจรจาเหล่านี้เป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเสริมสร้าง “สันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี” แม้การเจรจาจะไม่บรรลุผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมทั้งหมดในตอนนั้น แต่การริเริ่มดังกล่าวก็เป็นประโยชน์ต่อภาพลักษณ์ทางการเมืองของทรัมป์ ในฐานะผู้นำสหรัฐคนแรกซึ่งสามารถเปิดการเจรจาระดับสูงกับเกาหลีเหนือได้
ขณะเดียวกัน ทรัมป์อ้างตัวเองคือผู้มีบทบาท กับการเจรจาสันติภาพ ระหว่างเซอร์เบียกับโคโซโว ซึ่งเป็นการ “หยุดยั้งสงครามที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ” อาเซอร์ไบจานกับอาร์เมเนีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ( ดีอาร์คองโก ) กับรวันดา แล้วยังมีข้อพิพาทะหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งพล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวว่า ทรัมป์มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชา ทั้งที่เป็นเชิงข่มขู่ด้วยมาตรการภาษีก็ตาม
แม้มีข้อกล่าวอ้างที่แข็งแกร่งจากผู้สนับสนุน อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวทางการทูตของทรัมป์กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า เป็นการให้ความสำคัญกับ “ภาพลักษณ์ทางการเมือง” มากกว่า “สันติภาพที่ยั่งยืน”
อาทิ กรณีพล.อ.ฮุน มาเนต เสนอชื่อทรัมป์เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนถึงเบื้องหลังทางการเมืองได้อย่างชัดเจน แม้มีการอ้างว่าการเสนอชื่อนี้เป็นผลจากการที่ทรัมป์ช่วยไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชายแดนให้เกิดการหยุดยิง อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์โดยละเอียดจะพบว่า คำกล่าวอ้างของผู้นำกัมพูชาขัดแย้งกับข้อเท็จจริงอย่างรุนแรง
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมาตลอดจนถึงตอนนี้นั้น สะท้อนชัดว่า ความเคลื่อนไหวของกัมพูชา คือการ “เอาอกเอาใจสหรัฐ” เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมือง มากกว่าการยกย่องความสำเร็จที่แท้จริงในการสร้างสันติภาพ แสดงให้เห็นว่า รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ คือเครื่องมือทางการเมืองเพื่อฟอกภาพลักษณ์และแสวงหาผลประโยชน์
เจตนารมณ์ที่แท้จริงของโนเบลในการมอบรางวัลตามนามสกุลของตัวเอง คือการยกย่องผู้ที่ทำงานเพื่อ “ภราดรภาพระหว่างชาติ” ซึ่งเป็นงานที่มุ่งเน้นการสร้างสันติภาพในเชิงลึกและยั่งยืน อย่างไรก็ตาม แนวทางการทูตของทรัมป์กลับเน้นการเจรจาแบบทวิภาคีที่ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ส่วนบุคคล มากกว่าการส่งเสริมกลไกความเป็นเอกภาพแบบพหุภาคี
ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายหลายอย่างของทรัมป์เผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ว่าขาดหลักการและเน้นการใช้กำลังทางการทหารและการทูตเชิงธุรกรรม ( transactional diplomacy ) เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ซึ่งแนวทางนี้ดูเหมือนจะขัดแย้งกับหลักการดั้งเดิมของรางวัลที่มุ่งส่งเสริมความร่วมมือ และการลดการเผชิญหน้าทางทหาร
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มาแล้วหลายครั้ง เกี่ยวกับ “ความเหมาะสม” ของผู้ได้รับรางวัล อาทิ กรณีของนายเฮนรี คิสซิงเจอร์ อดีตรมว.การต่างประเทศสหรัฐ และการที่โอบามาได้รับรางวัลตั้งแต่อยู่ในช่วงต้นวาระ ทว่ากรณีของทรัมป์มีความเฉพาะตัวที่แตกต่างออกไปในแง่ของการแสดงออกเมืองอย่างโจ่งแจ้งและเป็นระบบเพื่อมุ่งหวังรางวัลนี้ ซึ่งในอีกมุมหนึ่งเป็นการลดทอนคุณค่าของรางวัลให้กลายเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมือ งสำหรับการสร้างภาพลักษณ์และแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เท่านั้น
ความพยายามของทรัมป์ในการช่วงชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของความตึงเครียดระหว่าง “สันติภาพที่แท้จริง” ซึ่งหมายถึงความยั่งยืนและการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง กับ “การสร้างภาพลักษณ์ทางการเมือง” ซึ่งเน้นการประกาศความสำเร็จและการทูตเชิงแสดง บทบาท
นอกจากนี้ กรณีของทรัมป์ทำให้เกิดคำถามที่สำคัญต่อคณะกรรมการว่า “อุดมการณ์ของนายอัลเฟรด โนเบล” ยังคงเป็นหลักการสำคัญที่สุดในการพิจารณาหรือไม่ เพราะหากการใช้วาทกรรมเข้ามาแทนที่ผลลัพธ์ และสัญลักษณ์มาแทนที่เนื้อหาสาระ รางวัลโนเบลจะยิ่งกลายเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองที่ไร้ความหมายในที่สุด.
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



