เลอคอร์นูยื่นใบลาออกต่อประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ การลาออกในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงบุคลากรการเมือง แต่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนของ “ความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง” ในการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งได้รับความไว้วางใจจากรัฐสภา

เลอคอร์นูซึ่งถือเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่สี่ของฝรั่งเศส ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี สร้างสถิติเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งดำรงตำแหน่งสั้นที่สุดในประวัติศาสตร์ของสาธารณรัฐที่ 5 และนับเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ของมาครงนับตั้งแต่ปี 2560 สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาทางการเมืองของฝรั่งเศสในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากวิกฤติการบริหาร หากแต่เป็นวิกฤติสถาบันที่หยั่งรากลึก ซึ่งมีต้นตอมาจากการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดของผู้นำฝรั่งเศส ในการยุบสภา เมื่อปี 2567

นายเซบาสเตียน เลอคอร์นู

การล่มสลายของรัฐบาลเลอคอร์นู แสดงให้เห็นถึงการทำลายกลไกสำคัญที่สุดในการบริหารประเทศของประธานาธิบดีภายใต้ระบบกึ่งประธานาธิบดีของฝรั่งเศส นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่เป็นผู้ประสานงานและผู้ดำเนินการนโยบายของประธานาธิบดีในรัฐสภา เมื่อตำแหน่งนี้ไม่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและถูกโค่นล้มอย่างต่อเนื่องโดยฝ่ายค้าน ทำให้มาครงสูญเสีย “เกราะกำบังทางการเมือง” และกลายเป็นประธานาธิบดีที่อำนาจถูกกัดกร่อนอย่างรุนแรงและต่อเนื่องโดยปริยาย การหมุนเวียนตำแหน่งผู้นำรัฐบาลอย่างไม่ปกติ เป็นเครื่องบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าความไร้เสถียรภาพกลายมาเป็น “คุณลักษณะถาวร” ของภูมิทัศน์การเมืองฝรั่งเศส

มาครงตัดสินใจยุบสภา จากการที่พันธมิตรพรรคสายกลางพ่านแพ้อย่างย่อยยับ ให้กับพรรคขวาจัดและแนวร่วม ในการเลือกตั้งสมาชิกสภายุโรป เมื่อปี 2567 การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการเดิมพันทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดของผู้นำฝรั่งเศส โดยมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อน มาครงหวังว่า จะสามารถระดมผู้สนับสนุนให้กลับมามอบเสียงข้างมากที่ชัดเจนยิ่งขึ้นให้กับรัฐบาลกลางของเขา แม้พรรคขวาจัดขนะแต่ก็ไม่น่าจะได้รับเสียงข้างมากเพียง และจะอยู่ในสถานะกดดัน ให้ต้องจัดตั้งรัฐบาลผสมเสียงข้างน้อยที่ไร้เสถียรภาพ ซึ่งจะทำให้ภาพลักษณ์ของพรรคขวาจัดเสื่อมเสีย ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2570

“โอแตล เดอ มาตินญง” (Hôtel Matignon) ทำเนียบรัฐบาลฝรั่งเศส ตั้งอยู่ที่กรุงปารีส

อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรของฝรั่งเศสในครั้งนั้น กลับไม่ได้เป็นไปตามที่มาครงคาดการณ์ไว้ เพราะกลับสร้างภาวะ “สภาแขวน” ที่แตกแยกออกเป็นสามขั้วอำนาจใหญ่ คือฝ่ายขวา ฝ่ายซ้าย และสายกลาง โดยไม่มีฝ่ายใดสามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้

การยุบสภาของฝรั่งเศส เมื่อปี 2567 สร้างภาวะที่การเมืองประเทศเข้าสู่ความไร้เสถียรภาพ ข้อจำกัดที่สำคัญภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2501 คือ ประธานาธิบดีไม่สามารถยุบสภาซ้ำได้ จนกว่าจะครบหนึ่งปีนับจากการยุบสภาครั้งล่าสุด แม้มาครงจะเลือกเงื่อนไขดังกล่าวอีกครั้ง แต่ยังไม่มีสิ่งใดสามารถรับประกันได้ว่า ผลเลือกตั้งครั้งใหม่จะไม่ให้ฝรั่งเศสต้องเผชิญกับภาวะสภาแขวนอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน การที่ฝ่ายค้านปฏิเสธการประนีประนอม โดยแต่ละฝ่ายเชื่อว่าตนมี “อาณัติ” ในการปกครองแต่เพียงผู้เดียว ทำให้การบริหารราชการหลังผ่านพ้นการเลือกตั้งแทบไม่กระเตื้อง ยิ่งเป็นการยืนยันว่า ความแตกแยกทางการเมืองของฝรั่งเศสไม่ได้อยู่ที่เรื่องนโยบาย แต่เป็น “การต่อสู้เพื่ออำนาจเชิงสถาบัน” โดยฝ่ายค้านมองว่าการล่มสลายของรัฐบาล จะเป็นประโยชน์ต่อยุทธศาสตร์การเลือกตั้งในปี 2570

ภายใต้รัฐธรรมนูญฝรั่งเศสฉบบัปี 2501 การลาออกของนายกรัฐมนตรีเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ เนื่องจากเป็น ผู้รับผิดชอบโดยตรงต่อรัฐสภา และในประวัติศาสตร์การเมืองของฝรั่งเศส นายกรัฐมนตรีมักลาออก เมื่อรัฐบาลสูญเสียความเชื่อมั่นหรือพ่ายแพ้ในการลงมติไม่ไว้วางใจ

อย่างไรก็ตาม สำหรับตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน และเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารสูงสุด การลาออกถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่งและมีผลกระทบเชิงสถาบันอย่างลึกซึ้ง ในประวัติศาสตร์ของสาธารณรัฐที่ 5 มีประธานาธิบดีเคยลาออกแล้วเพียงครั้งเดียว คือประธานาธิบดี ชาร์ล เดอ โกล ซึ่งลาออกเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2512 หลังรัฐบาลพ่ายแพ้การลงประชามติระดับชาติ เกี่ยวกับแผนปฏิรูปวุฒิสภาและโครงสร้างการปกครองส่วนภูมิภาค

กระนั้น กรณีของชาร์ล เดอ โกล กับมาครง “มีความแตกต่าง” จากการที่ เดอ โกล ลาออกหลังชาวฝรั่งเศสปฏิเสธอำนาจบริหารของประธานาธิบดีโดยตรงผ่านการลงประชามติ ในทางกลับกัน มาครงเผชิญกับความล้มเหลวในการบริหารงานและการต่อต้านจากรัฐสภา แต่ยังคงมีความชอบธรรมในฐานะประธานาธิบดีซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไป และสามารถอยู่ในวาระที่สองได้จนถึงปี 2570

การที่มาครงยืนกรานที่จะอยู่ในตำแหน่งจนครบวาระ สะท้อนให้เห็นว่า ผู้นำฝรั่งเศสมองการลาออกภายใต้แรงกดดันจากสภาที่แตกแยกขั้วเท่ากับการยอมจำนนต่อ “ระบบพรรคพวกทางการเมือง” และที่สำคัญกว่านั้นคือ การลาออกก่อนกำหนดจะทำให้อำนาจที่มาครงพยายามควบคุม เพื่อสกัดพรรคขวาจัดในการเลือกตั้งปี 2570 หลุดมือไปโดยสิ้นเชิง

ยิ่งไปกว่านั้น ความวุ่นวายทางการเมืองที่ยืดเยื้อในฝรั่งเศส ได้ขยายวงกว้างออกไปเกินขอบเขตของรัฐสภา และเริ่มส่งผลกระทบเชิงลบต่อสถานะทางการคลังและบทบาทของฝรั่งเศส ในฐานะประเทศแถวหน้าของสหภาพยุโรป ( อียู )

นางมารีน เลอ แปน และนายจอร์แดน บาร์เดลลา สองผู้นำของพรรคแนวร่วมแห่งชาติ ( อาร์เอ็น ) ซึ่งเป็นพรรคขวาจัดของฝรั่งเศส

ปัญหาสำคัญที่สุดในปัจจุบัน คือความสามารถของรัฐบาลในการผ่านงบประมาณปี 2569 ซึ่งเป็นชนวนที่ทำให้นายกรัฐมนตรีลาออกมาแล้วหลายคน ซึ่งการขาดฉันทามติและการล่มสลายของรัฐบาลอย่างต่อเนื่องทำให้การวางแผนทางการคลังของฝรั่งเศสเผชิญกับความเสี่ยงสูงอย่างที่ไม่เคยปรากฏก่อน

เนื่องจากข้อจำกัดหลายอย่างทางรัฐธรรมนูญทำให้มาครงไม่สามารถแก้ไขวิกฤติของสภาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โฟกัสทางการเมืองจึงถูกเปลี่ยนจากการดำเนินงานด้านนิติบัญญัติ ไปสู่การช่วงชิงความได้เปรียบในการเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่งจะเกิดขึ้นในอีกสองปีข้างหน้า ฝรั่งเศสจึงกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาของการบริหารแบบ”ขัดตาทัพ” เป็นระยะเวลา 18 ถึง 24 เดือนข้างหน้า

แต่ด้วยการบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับกฎหมายงบประมาณและแผนการอีกหลายเรื่องที่ยังเป็นไปด้วยความยากลำบาก ดูเหมือนความวุ่นวายทางการเมืองที่ยืดเยื้อกำลังปูทางอย่างมีนัยสำคัญ ไปสู่ชัยชนะของพรรคขวาจัด ในการเลือกตั้งผู้นำฝรั่งเศสครั้งใหม่ในปี 2570

หากความไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของฝรั่งเศสยังคงดำเนินต่อไป โดยไม่มีรัฐบาลที่สามารถผลักดันกฎหมายงบประมาณปี 2569 ได้สำเร็จ โอกาสที่พรรคขวาจัดจะก้าวขึ้นสู่อำนาจในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2570 ย่อมเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจึงเป็นสัญญาณเตือนว่าระบบกึ่งประธานาธิบดีของฝรั่งเศสกำลังเผชิญกับการสั่นคลอนอย่างรุนแรง และอาจจำเป็นต้องมีการทบทวนโครงสร้างอำนาจครั้งใหญ่ หากไม่ต้องการให้ฝรั่งเศสย้อนกลับไปสู่ยุคแห่งความผันผวนทางการเมือง แบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ในยุคสาธารณรัฐที่ 4 ซึ่งมีรัฐบาลมากกว่า 20 ชุด ภายในระยะเวลาเพียง 12 ปี.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : AFP, GETTY IMAGES