สาดน้ำฉ่ำๆกันไปแล้วกับเทศกาลสงกรานต์ หลังจากนี้คนไทยต้องเดินเข้าสู่โหมดของจริง หลัง สงกรานต์ นี้ไป เกมของรัฐบาลไม่ได้อยู่ในโหมด “ประคอง” อีกต่อไป แต่กำลังจะเข้าสู่โหมด “เอาตัวให้รอด” เมื่อรัฐบาลตั้งเป้าอยู่ยาว

เพราะสิ่งที่กำลังไล่บี้ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ไม่ใช่แค่ปัญหาเดี่ยวๆ แต่เป็น “พายุซ้อนพายุ” ที่กำลังก่อตัวพร้อมกัน

เริ่มจากแรงกระแทกภายนอก โดยการเคลื่อนไหวของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ทำตะวันออกกลางเดือดระอุ ประกาศสงครามกับอิหร่านมายาวนานนับเดือน แถมการเจรจายังไม่มีทีท่าจะจบง่าย และยังพูดเขย่าขวัญคนทั้งโลกแบบรายวัน 

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าว แต่คือแรงกดดันจริงต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งค่าเงิน การส่งออก และความเชื่อมั่นนักลงทุน ซึ่งรัฐบาลไทย “คุมเกมไม่ได้” ทำได้แค่ตั้งรับ

พอกลับมามองในประเทศ สถานการณ์ยิ่งไม่เป็นใจ แม้คณะรัฐมนตรี (ครม.)มติทุ่มงบกลาง 7.7 พันล้าน เพื่อสู้พลังงานแพงอัดฉีดมาตรการออกมาช่วย ทั้ง กลุ่มเปราะบาง-ประชาชน-ขนส่ง นั้นถูกมองว่า เป็นเพียงการช่วยประคองสถานการณ์ได้ในระยะสั้น เปรียบเสมือนเป็นเพียง “ยาแก้ปวด” มากกว่าจะเป็นการรักษาโรคเชิงโครงสร้าง

“เมื่อรายได้ประชาชนไม่ขยับ แต่ค่าครองชีพกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัญหาปากท้องจึงยังคงเป็นระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ”

มาตรการที่ออกมาดู“เบาเกินไป” เมื่อเทียบกับขนาดของปัญหาที่มองเห็นอยู่เบื้องหน้า เหมือนเอาน้ำราดไฟที่กำลังลุกลาม แต่ไฟนั้นลามมาจากทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่เชื้อเพลิงชั่วคราว

เมื่อของแพงขึ้นจริง ไม่ใช่ความรู้สึก รายได้ไม่โตจริง ไม่ใช่แค่คำบ่น หนี้ครัวเรือนยังท่วมจริง ไม่ใช่ตัวเลขในกระดาษ นี่คือ “ของจริงๆ” ที่ประชาชนต้องเจอ

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นแรงกดดัน พุ่งไปที่ “ทีมเศรษฐกิจ” โดยตรง โดยเฉพาะ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์  ที่ถูกเรียกร้องให้ “ลงจากห้องแอร์” ไปเดินตลาดแบบไม่จัดฉาก เพราะตอนนี้ความไม่พอใจไม่ได้อยู่ในโลกโซเชียลอย่างเดียว แต่มันกำลังเกิดขึ้นจริงในชีวิตจริงของคนหาเช้ากินค่ำ

ขณะที่ตัว “นายกฯ อนุทิน” เอง ที่มีภาพ “สายลุย เดินตลาด กินข้าวข้างทาง” ลงพื้นที่แบบออร์แกรนิก ที่เคยเป็นจุดขาย กำลังกลายเป็นดาบสองคม ถ้าลงพื้นที่แล้วเห็นของจริงด้วยตาแต่ไม่สามารถแก้ได้ปัญหาได้จริง ภาพเหล่านั้นจะถูกตีความใหม่ทันทีว่าเป็นแค่ “คอนเทนต์” เป็นสายสร้างภาพไม่ใช่ “ความจริงใจ” ที่จะส่งถึงประชาชน อาศัยประชาชนเสียงของประชาชนเพื่ออยู่ในอำนาจเท่านั้น

ยังไม่รวม “ระเบิดเวลา” ด้านความมั่นคงในชายแดนใต้ ที่เริ่มมีรอยร้าวใหม่ จากกรณีคดีลอบยิง สส.นราธิวาส “กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” พรรคประชาชาติ (ปช.) กำลังลุกลามจากคดีอาญา ไปสู่ปมความมั่นคงและความเชื่อมั่นต่อรัฐ หลังพบว่ารถที่ใช้ก่อเหตุเป็นของ กอ.รมน. ทำให้สังคมตั้งคำถามว่า “มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องหรือไม่”

จุดที่ทำให้สถานการณ์ร้อนแรงขึ้น คือคำพูดของ แม่ทัพภาค 4  “พล.ท.นรธิป โพยนอก” ที่ระบุทำนองว่า “ถ้าเป็นผมไม่ปล่อยให้รอด” ถูกตีความถึงทัศนคติ ที่อาจสะท้อนทัศนคติที่แข็งกร้าวต่อผู้เห็นต่าง จนกลายเป็นแรงกระแทกทางความรู้สึกในสังคมจนกลายเป็นดราม่า

โดยเฉพาะปมพาดพิงสถาบันปอเนาะและตาดีกา ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ เมื่อเครือข่ายโรงเรียนเอกชนภาคใต้ไม่พอใจ มองว่าเป็นการบิดเบือนและไม่เข้าใจบริบทพื้นที่ ถึงขั้นเรียกร้องให้ “นายกฯหนู” ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ทันที สะท้อนรอยร้าวที่อาจกระทบความสงบในพื้นที่ชายแดนใต้

“อนุทิน” ลงพื้นที่พร้อมเคลียร์ดราม่าให้จบโดยเร็ว พร้อมประกาศจุดยืนชัด เร่งคดี เอาผิดผู้กระทำ และส่งสัญญาณขึงขังงัด “ยาแรง” โชว์ถึงขั้นบอกมีอำนาจย้ายข้าราชการหากทำงานไม่ตอบโจทย์ ไม่ว่าจะเป็น ซี10 ซี 11 หรือผู้บัญชาการ ย้ายได้หมด เพราะนายกฯมีอำนาจใครที่มีหน้าที่ทำงาน แทนที่จะใส่เกียร์ 5 ทำงาน แต่ดันมาใส่เกียร์ 2 นายกฯจะจัดการให้ดู

ภาพรวมจึงไม่ใช่แค่คดีลอบยิงธรรมดา แต่เป็น “ชนวนซ้อนชนวน” ทั้งเรื่องความโปร่งใสของรัฐ ความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่ และประสิทธิภาพของฝ่ายความมั่นคง ดังนั้นสถานการณ์ในพื้นที่ ที่เปราะบางแบบนี้ “ความรู้สึก” สำคัญพอๆ กับ “ข้อเท็จจริง” และถ้าบริหารพลาด จากประเด็นสื่อสาร อาจลุกลามเป็น “ความไม่ไว้วางใจ” ระลอกใหม่ทันที

งานนี้ต้องรอวัดฝีมือ “นายกฯหนู”จะสามารถสยบดราม่าด้วยวิธีใด เพื่อให้ได้ใจทั้งคนในพื้นที่ และหน่วยงานความมั่นคง คนทำงานจริงในพื้นที่ไม่รู้สึกถูกกดหมู่เล่นงานจนทำงานยาก

อีกหนึ่งวิกฤติสิ่งแวดล้อมอย่างฝุ่นพิษ PM2.5 ยังคงเป็น “โจทย์ซ้ำซาก” ที่รัฐบาลแก้ไม่ตก กลายเป็นแรงกดดันสะสม เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ที่รัฐบาลประกาศเป็นวาระแห่งชาติ แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ทำประชาชนตายผ่อนส่งทุกวัน แถมยังคงเป็นปัญหาเดิมๆที่ค้างคา และยังมีปัญหาใหม่กลับถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุด

ทำให้เห็นได้ว่า “รัฐบาลสีน้ำเงิน” กำลังยืนอยู่บน 3 กองไฟพร้อมกัน ทั้งไฟเศรษฐกิจปากท้อง ไฟความเชื่อมั่นของประชาชน ไฟความมั่นคงในพื้นที่เปราะบาง

คำถามคือ รัฐบาลสีน้ำเงิน “จะดับไฟได้ไหม” จะเลือกดับไฟกองไหนก่อน และ จะดับทันหรือเปล่า เพราะโจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่ “การรับมือ” แต่ต้อง “รู้ให้ทัน” และ “แก้ให้ตรงจุด” อย่างรวดเร็ว เพราะความเดือดร้อนของประชาชนไม่ได้อยู่ไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังเดินเข้ามาเคาะประตูหน้าบ้านทุกวัน

ถ้ายังแก้ “ช้า” และ “ไม่ตรงจุด” ไฟแต่ละกองจะไม่แยกกันไหม้ แต่มันจะ “ลามมารวมกัน” และวันนั้น “รัฐบาลอนุทิน”จะไม่ได้เจอแค่แรงกดดัน แต่จะเจอ “แรงกระแทก” ทางการเมืองเต็มสูบ จากวิกฤติเฉพาะหน้า อาจลุกลามกลายเป็นวิกฤติศรัทธาในระยะยาว และนั่นอาจเป็น “ไฟจริง” ร้อนแรงยิ่งกว่าสถานการณ์ใดๆ ที่เคยเผชิญมา

สำหรับวิบากกรรม “ค่ายสีส้ม” ก็ใกล้เข้ามาทุกขณะกรณี 44 อดีตสส.พรรคก้าวไกล เข้าชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มีพฤติการณ์ผิดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่

ล่าสุดเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ( ป.ป.ช.) “สุรพงษ์ อินทรถาวร “ บอกว่าได้รับการประสานจากศาลฏีกานัดประชุมพิจารณาคำร้องคดีในวันที่ 24 เม.ย.

หากศาลมีคำสั่ง หากศาลฎีกาประทับรับฟ้องจะมี 10 สส.พรรคประชาชน ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยเป็นสส.บัญชีรายชื่อ 8 คน ประกอบด้วยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ  น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล นายรังสิมันต์ โรม นายวาโย อัศวรุ่งเรือง นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ และอีก 2 คนที่เป็น สส.แบ่งเขต ประกอบด้วยนายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.

ยกเว้นอาจจะมีคำสั่งเป็นแบบอื่น เช่น รับฟ้องแต่ยังคงให้ทำหน้าที่ต่อได้ เนื่องจากพรรคก้าวไกลถูกยุบไปแล้ว ทำสส.พรรคก้าวไกลสิ้นสภาพไปด้วยแล้ว ไม่เช่นนั้นจะกระทบต่อการทำหน้าที่สส.ฝ่ายค้านในปัจจุบัน โดยเฉพาะ “หัวหน้าเท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หรือศาลอาจจะเห็นว่าข้อมูลยังไม่เพียงพอรับไม่ประทับรับฟ้อง  สั่งให้ส่งข้อมูลเพิ่มเติมได้ หรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น  

ก็ต้องมารอลุ้นกันต่อไปชะตากรรมของพรรคส้มจะโดยวิบากกรรมเล่นงาน เจอนิติสงครามระดับไหน

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่