การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วง “ของจริง” อีกยก เมื่อรัฐสภามีกำหนดเปิดประชุมสมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง ในวันที่ 25 สิงหาคมนี้ รอบนี้จะเป็น “เวทีวัดกำลัง” ระหว่าง รัฐบาล-ฝ่ายค้าน เพราะฝ่ายค้านเตรียมที่จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หลายเรื่องถูกจองคิวไว้แล้ว ตั้งแต่ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท งบประมาณรายจ่ายปี 2570 ไปจนถึงเกมอภิปรายตรวจสอบรัฐบาล รวมถึงคดีการเมืองร้อน ๆ ที่พร้อมถูกหยิบมา “ขยี้แผลเก่า เขี่ยแผลใหม่” เพื่อลดทอนความเชื่อมั่นรัฐบาล

งานนี้ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ที่มี “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ก็รู้ดีว่าต้องเตรียมตัวแก้เกมไม่ให้ถูกบดขยี้ง่าย ๆ จึงเห็นการเร่งเครื่องให้รัฐมนตรีทำงานและตีปี๊บผลงานรัฐบาลออกมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อฝ่ายค้านเตรียมเปิดแผลในสภา ฝ่ายรัฐบาลก็ต้องมีผลงานมารับแรงกระแทกจากนอกสภาเช่นกัน เพราะฝ่ายค้านไม่ได้มีแค่ “พรรคส้ม” ที่เป็นหัวหอกคนรุ่นใหม่ แต่ยังมี “ค่ายสีฟ้า” พรรคประชาธิปัตย์ ที่ผ่านสนามสภามาอย่างโชกโชน

เมื่อคนรุ่นใหม่จับมือกับคนรุ่นเดอะ เกมจึงมีทั้งความสดและความเก๋า ที่พร้อมเปิดแผล “รัฐนาวาสีน้ำเงิน” ตั้งแต่ยังไม่ทันเปิดสภาก็เริ่มมีการส่งสัญญาณจัดเต็มมาแล้ว

ด่านแรกคือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งประชาธิปัตย์ ตั้งคำถามมาตั้งแต่ต้นว่า รัฐบาล “กู้เพราะวิกฤติจริง หรือกู้เพื่อเดินเกมนโยบายรัฐบาล” โดยฝ่ายรัฐบาลยืนยันว่าการกู้เป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน บรรเทาค่าครองชีพ และปรับโครงสร้างพลังงาน

ขณะที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสงสัยถึงความจำเป็นและความเร่งด่วนของการใช้ พ.ร.ก. แทนกระบวนการงบประมาณปกติ ดังนั้นเวทีนี้จึงไม่น่าจบแค่คำถามว่า “กู้ได้หรือไม่ได้” แต่จะลากไปถึง “กู้แล้วเอาไปทำอะไร ใครได้ประโยชน์ ผลสัมฤทธิ์อยู่ตรงไหน และถ้าไม่เป็นไปตามเป้า ใครจะรับผิดชอบ” พูดง่าย ๆ คือ เงินกู้ 4 แสนล้านบาท มีโอกาสถูกฝ่ายค้านลาก มาชำแหระให้เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ได้หรือไม่ ตั้งแต่ต้นทางยันปลายทางมีอะไรซ่อนอยู่

ทั้งเหตุผลของการกู้ วิธีใช้เงิน และผลที่ประชาชนจะได้รับจริงๆหรือแค่ เกมประชานิยมแลกคะแนนสมประโยชน์พรรคการเมือง

ถัดมาคือ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570 วาระ 2-3 วงเงินประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท สนามนี้ก็ไม่เบา เพราะฝ่ายค้านมีพื้นที่ชำแหละกันตั้งแต่ “งบก้อนใหญ่ไปอยู่ตรงไหน” ไปจนถึง “เงินที่ลงไปนั้นตอบโจทย์ประเทศจริงหรือไม่” งบประมาณจึงไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข แต่เป็นเรื่อง “ใครได้ ใครเสีย ใครถูกเลี้ยง ใครถูกตัด” และแต่ละกระทรวงย่อมมี “ของดี” ให้ฝ่ายค้านหยิบขึ้นมาเขย่าได้ไม่ยาก

แต่ถ้าถามว่าอะไรคือเกมที่รัฐบาลต้องระวังมากกว่าเรื่องงบ ก็คงหนีไม่พ้น “เกมตรวจสอบทางการเมือง” ฝ่ายค้านยังมีทั้ง มาตรา 152 สำหรับอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ และหากเห็นว่าข้อมูลแน่น หลักฐานถึง ก็ยังมี มาตรา 151 เปิดประตูสู่ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่มีการลงมติ

แต่ถึงอย่างไร ณ เวลานี้ ฝ่ายค้านก็ยังต้องเจอโจทย์ใหญ่ เพราะรัฐบาลมีฐานเสียงในสภาค่อนข้างแข็งแรง การจะเขย่ารัฐบาลให้ถึงขั้นสั่นคลอนจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เกมจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ “อภิปรายแล้วรัฐบาลล้มทันที” แต่อยู่ที่ฝ่ายค้านจะสามารถเปิดแผลให้ติดตาสังคม มากพอหรือไม่ และหมัดที่ปล่อยในสภาจะต่อยอดเป็นแรงกดดันทางการเมืองนอกสภาได้แค่ไหน

อีกเรื่องที่ฝ่ายค้านหยิบมาเขย่ารัฐบาลได้ คือ “เขากระโดง” เพราะเรื่องนี้ยังเป็นแผลที่ไม่ถูกปล่อยให้หายไปง่าย ๆ โดยเฉพาะเมื่อประเด็นถูกโยงกับพื้นที่บุรีรัมย์และเครือข่ายทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยมาโดยตลอด แม้ นายกฯ อนุทิน จะยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดินพิพาท และชี้แจงว่าการมีชื่อในทะเบียนบ้านพื้นที่ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการทำกิจกรรมทางการเมือง แต่เมื่อ “เขากระโดง” ถูกนำมาวางคู่กับ “คดีฮั้ว สว.” ฝ่ายค้านก็มีประเด็นทางการเมืองให้ขยายต่อไม่น้อย เหลือเพียงว่าจะเลือก “ชำแหละอย่างไรให้เข้าเป้า”

เพราะรัฐบาลสีน้ำเงินยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องจับตา นั่นคือ คดีฮั้ว สว. ซึ่งยังเป็นประเด็นร้อนที่อาจส่งแรงกระเพื่อมถึงพรรคการเมืองและดุลอำนาจในสภา ก่อนหน้านี้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน กกต. เคยส่งเรื่องผู้ถูกกล่าวหา 229 รายให้ กกต. พิจารณา โดยแบ่งเป็น สว. 138 คน และบุคคลอีก 91 คน ซึ่งเป็นนักการเมือง กรรมการบริหารพรรค และสมาชิกพรรค ก่อนที่ต่อมาคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งของ กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าข้อกล่าวหา 229 รายไม่มีมูล ซึ่งความเห็นดังกล่าวกำลังเข้าสู่การพิจารณาของ กกต. ชุดใหญ่

จุดนี้จึงต้องระวังไม่ให้การเมืองรีบเดินเร็วกว่ากระบวนการยุติธรรม เพราะ “มีชื่อในสำนวน” ไม่ได้แปลว่า “มีความผิด” และผลสุดท้ายยังขึ้นอยู่กับกระบวนการพิจารณาขององค์กรที่มีอำนาจ

แต่ในทางการเมือง ฝ่ายค้านย่อมไม่ปล่อยประเด็นนี้ผ่านไปง่าย ๆ เพราะคดีฮั้ว สว. สามารถนำไปขยายต่อได้ทั้งเรื่อง “ความโปร่งใส การตรวจสอบองค์กรอิสระ และความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับกลไกตรวจสอบ”

ตรงนี้แหละที่ต้องจับตา “กำแพงระหว่างฝ่ายการเมืองกับองค์กรอิสระ” ว่าจะตั้งอยู่ได้แข็งแกร่งแค่ไหน และการเมืองจะเดินชนกำแพงนี้ไปถึงจุดไหน เพราะหากคดีฮั้ว สว. เดินไปถึงจุดชี้ขาดเมื่อใด ผลสะเทือนก็อาจไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวบุคคล แต่สามารถลามไปถึง พรรคการเมือง ดุลอำนาจในสภา และเสถียรภาพของรัฐบาล ได้ทั้งกระดาน

แต่คนอย่าง “นายกฯ หนู” ก็ใช่ว่าจะนั่งรอให้ฝ่ายค้านรัวหมัดอยู่ฝ่ายเดียว การเร่งให้รัฐมนตรีทำผลงาน สื่อสารนโยบาย และสร้างภาพรัฐบาลที่เดินหน้าทำงาน เพื่อประชาชน จึงเป็นอีกด้านของเกมรับมือแรงกดดันทางการเมือง โดยเฉพาะเรื่อง ความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน ที่รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าจัดการได้ หลังเกิดเหตุความรุนแรงหลายเหตุการณ์ในช่วงที่ผ่านมา

เมื่อฝ่ายค้านกำลังเตรียม “เปิดแผลรัฐบาลในสภา” ฝ่ายรัฐบาลก็ต้องเร่งสร้างผลงานนอกสภามารับแรงกระแทกจากสังคมด้วย จะปล่อยให้คะแนนนิยมไหลไปตามกระแสข่าวแต่ละวันไม่ได้

แต่เกมที่น่าสนใจกว่านั้น และอาจเป็นเกมที่รัฐบาลกำลังคิดยาว คือ “ปฏิรูประบบราชการ” การส่งสัญญาณเรื่องลดขนาดกำลังคนภาครัฐ หรือเปิดทาง “เออร์ลี่รีไทร์” อาจฟังดูเป็นเรื่องบริหารราชการ

แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น เรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่ “เออร์ลี่รีไทร์” หากแต่หมายถึง “การจัดทัพใหม่” เพราะเมื่อมีการลดคน ก็ย่อมต้องมีการ “เลือกคน” และเมื่อพูดถึงการเลือกคน ตำแหน่งที่ต้องจับตาก็หนีไม่พ้น ปลัดกระทรวง อธิบดี และผู้บริหารระดับสูง นี่จึงเป็นเกมที่ต้องมองให้ไกลกว่าการโยกย้ายประจำปี

เพราะถ้าจะวางคนในตำแหน่งใหญ่ รัฐบาลย่อมมีทั้งตัวเลือกที่ “อยู่ไม่นานก็เกษียณ” กับคนที่ยังมีอายุราชการเหลืออีกหลายปี สามารถอยู่ลากยาว สานงานต่อ และรับนโยบายรัฐบาลได้อีกหลายยก

ดังนั้น การแต่งตั้งข้าราชการระดับปลัดกระทรวงในห้วงนี้ จึงน่าคิดว่าเป็นเพียง “การจัดเก้าอี้” หรือกำลัง “จัดกระดานอำนาจ” กันแน่ เพราะนักการเมืองเปลี่ยนได้ทุกฤดูกาล รัฐบาลวันนี้อาจเป็นฝ่ายค้านวันหน้า พรรคนี้วันนี้อาจจับมือกับพรรคนั้นในวันพรุ่งนี้ แต่ข้าราชการประจำยังอยู่ คนที่วางไว้วันนี้ จึงอาจไม่ได้ถูกมองแค่ในฐานะผู้รับผิดชอบงานวันนี้ แต่อาจเป็นคนที่อยู่ต่อเพื่อสานนโยบายในวันที่การเมืองเปลี่ยนหน้า

นี่จึงเป็นเกมอำนาจที่ต้องมองให้ไกลกว่าเก้าอี้รัฐมนตรี เพราะหากรัฐบาลคิดยาวถึงการปรับโครงสร้างราชการ การแต่งตั้งคนในตำแหน่งสำคัญก็อาจเป็นการวางหมากให้รากอำนาจหยั่งลึกกว่ารัฐบาลหนึ่งสมัย

เดิมพันจริงจึงอยู่ที่ “นายกฯ อนุทิน” จะประคองเรือสีน้ำเงินฝ่าคลื่นการเมืองหลายลูกไปได้ไกลแค่ไหน หรือแท้จริงแล้ว รัฐบาลกำลังวิ่งแก้โจทย์เฉพาะหน้าไปพร้อมกับ ค่อย ๆ วางหมากอำนาจสำหรับเกมยาว เพราะเกมการเมืองอาจเปลี่ยนขั้วได้ในชั่วข้ามคืน แต่ อำนาจที่วางรากไว้ในระบบราชการ อาจอยู่ได้นานกว่านั้น

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่