วันนี้รัฐบาลภายใต้การนำของ “เสี่ยหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ทำงาน ครบ 1 เดือน ภายใต้ภารกิจที่ตั้งเป้าไว้ 4 เดือนก่อนยุบสภา ซึ่งเพียงแค่ 1 เดือนกลับมีปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะมีการโยงใยว่า มีรัฐมนตรีในครม.“นายกฯหนู” เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งค์สแกมเมอร์ ในห้วงที่รัฐบาลต้องปั่นผลงานเพื่อเก็บแต้มในการเลือกตั้งครั้งหน้า
วันนี้ “คอลัมน์ตรวจการบ้าน” จึงต้องมาสนทนากับ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มา บอกเล่าถึงปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น ว่า รัฐบาลทำงานมาได้ 1 เดือนแล้วก็สามารถคลอด โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นผลงานที่ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนอย่างล้นหลาม ถือเป็นกำลังใจให้อย่างมาก แสดงให้เห็นว่าแนวคิดนี้จะช่วยทำให้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น เป็นที่ยอมรับ ทำได้จริง และทำได้เร็ว
ผมเชื่อว่าวันนี้ประชาชนรอฟังว่าในแต่ละสัปดาห์จะมีอะไรใหม่ๆ ออกมาอีก อย่างสัปดาห์นี้ก็ทราบว่าทุกคนกำลังรอ เรื่อง “นโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง” ซึ่งพอออกมาแล้วก็ได้รับเสียงชื่นชมพอสมควร โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้ประกอบการร้านอาหาร หรือผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยว ซึ่งถือว่าเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้อันดับหนึ่งให้กับประเทศไทย คือธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ซึ่งนโยบายนี้ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมาก

@ นายกฯ เล็งเตรียมขยายโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เฟส 2 อาจถูกมองว่าเป็นการหาเสียงช่วงใกล้เลือกตั้งหรือไม่
ยอมรับว่าตรงนี้ก็เป็นแนวคิด ซึ่งเป็นเรื่องที่วางเอาไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว ถ้าเราดูถึงวัตถุประสงค์ของ “คนละครึ่งพลัส”ตั้งแต่ครั้งแรก แนวคิดคืออยากสนับสนุนแรงซื้อ กระตุ้นการซื้อ การใช้จ่ายให้กับภาคประชาชน ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้นโยบายเป็นลักษณะว่าเป็นการให้เงินเปล่า หรือให้สิทธิประโยชน์อย่างเดียว แล้วไม่ได้ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มอะไร
หนึ่งในเงื่อนไขของคนละครึ่งพลัสที่บอกไว้ตั้งแต่ตอนแรกคือ ส่วนหนึ่งก็คือในเรื่องของการอัพสกิล รีสกิล ให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งจะเป็นเงื่อนไขสำคัญในการที่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วม คนขาย ที่เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เฟส 1 จะสามารถเข้า เฟส 2 ได้หรือไม่ ก็อยู่ที่ว่าเขาจะต้องมีการอัพสกิล และรีสกิลตัวของเขาเองด้วย
ฉะนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่วางกรอบเอาไว้ตั้งแต่ครั้งแรกอยู่แล้ว ไม่ได้เกี่ยวว่าจะยุบสภาเมื่อไร แต่ถ้าคนจะมองเป็นเรื่องทางการเมืองก็คงสุดแล้วแต่ คงไปห้ามกันไม่ได้
@ “นายกฯ” ตั้งเป้า 4 เดือน แต่เมื่อประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ จะเป็นการต่อยอดในการอยู่ 4 ปีหรือไม่
ต้องให้ประชาชนตัดสินใจ แต่สิ่งหนึ่งที่เราสามารถบอกได้ คือ วันนี้เป็นวันที่ “นายกฯ อนุทิน” ได้แสดงบทนำครั้งแรก ในภาพใหญ่ ซึ่งในความเป็นจริงในอดีตที่ผ่านมาไม่ว่าจะไปบริหารงานในกระทรวงไหน ก็จะได้รับคำชื่นชม คำชมเชย มีผลงานเป็นที่ประจักษ์และทุกครั้งที่ “อนุทิน” ได้มีโอกาสในการบริหาร เวลาทำโพล หรือแบบสอบถามที่ต้องถามความรู้สึกประชาชนออกมาก ก็อยู่ในระดับที่ดีตลอด
“ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ “นายกฯอนุทิน” ได้มีบทนำในการบริหารประเทศ นโยบายทั้งหมดออกมาจากตัวนายกฯ พอทำแล้วก็ทำให้เห็นได้ว่าถ้าวันหนึ่ง “นายกฯอนุทิน” มีโอกาสทำ ก็ทำให้เห็นว่าในความเป็นจริง หลายเรื่องที่คนคิดว่าอาจจะทำไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงทำได้”

@ อีกเรื่องที่ประชาชนสนใจคือรัฐบาลมีแนวทางปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์อย่างไร หลังรัฐบาลยกระดับเป็น “วาระแห่งชาติ”
เรื่องของสแกมเมอร์ ก็มีความพยายามที่จะดำเนินการมาในหลายรัฐบาล ในทุกวันนี้ก็ยังมีการดำเนินการกันอยู่ แต่การดำเนินการที่ผ่านมาเป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำ จนเป็นงานปกติ งานรูทีน ซึ่งก็ไม่ได้มีการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ และในความเป็นจริงคือถ้าผู้บริหารประเทศไม่ขยับที่จะให้มีแผนบูรณาการ
กลายเป็นว่าตำรวจทำอย่างหนึ่ง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ก็ทำอีกแบบหนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.)ก็ทำอีกอย่างหนึ่ง สำนักงานคณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก็ทำอย่างหนึ่ง คือต่างคนต่างทำ แต่วันนี้พอ “นายกฯ อนุทิน” ขยับมาให้เป็น “วาระแห่งชาติ” กลายเป็น “น็อต” ตัวสำคัญที่มาขันให้ทุกหน่วย เอาปัญหาของเขามาบอกกล่าวว่า เขายังต้องการความร่วมมือจากหน่วยงานไหนเพิ่มเติม และนายกฯ ก็มีหน้าที่ในการขันน็อตให้แน่นขึ้น”
การขับเคลื่อนในประเทศไทยมีความสำคัญ แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือการต้องขอความร่วมมือจากประชากรโลก ประเทศเพื่อนบ้านด้วย วันนี้นายกฯ ไปเวทีไหนก็ขอความร่วมมือและหามาตรการที่จะทำงานร่วมกันกับต่างประเทศอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการแชร์ข้อมูล การที่จะขับเคลื่อนปราบปรามร่วมกัน
@ ยืนยันว่าไม่ได้แก้ปัญหาสแกมเมอร์ชักช้าตามที่พรรคฝ่ายค้านวิจารณ์ใช่หรือไม่
มองกันคนละภาพ เพราะถ้าเราจะไปมองเทียบกับกรณีอื่น อาจจะเป็นคนละกรณีกัน อย่างกรณีของประเทศเกาหลีใต้ ที่มีตัวแทนของรัฐบาลไปรับคนเกาหลีกลับถึงที่ อันนั้นคือกรณีที่คนของเขาถูกคุมขังอยู่ที่กัมพูชาแล้ว จับมาแล้ว และเกาหลีเดินทางไปขอตัวเขากลับ ซึ่งเป็นคนละกรณีกัน แต่อย่างกรณีการค้ามนุษย์ โดยปกติรัฐบาลได้ข้อมูล เช่น เมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการให้ข้อมูลจากภาคประชาชน ว่ามีการล่อลวงคนไปทำงานที่เมียนมา 16 คน อันนี้รัฐบาลใช้เวลา 3 วัน พากลับมาได้ทั้งหมด เป็นต้น ในความเป็นจริงมีการดำเนินการในลักษณะนี้อยู่แล้ว
ส่วนการแก้ปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลายคนบอกว่าทำไมไทยไม่มีมาตรการ ผมยืนยันว่าไม่ใช่ไม่มีมาตรการ เป็น 1 ใน 4 ข้อเจรจาตลอด แต่ปัญหาคือเมื่อคู่เจรจาเขาไม่จริงใจในการเจรจา วันนี้สิ่งที่ไทยต้องทำก็คือต้องดูว่าถ้าเขาไปดึง “คนภายนอก” มากดดันเรา หน้าที่เราคือต้องให้คนที่เขาไปดึงมาไปกดดันเขากลับ
เพราะเรายังคิดถึงวิถีทางในการคุยกันแบบทวิภาคี ระหว่าง “เธอ”กับ “ฉัน” แต่เมื่อเขาไปดึงผู้เล่นอื่นมากดดันเรา ซึ่งเราก็ไม่ได้มีท่าทีอ่อนข้อ แต่ทุกครั้งเราก็จะตอบโต้กลับไปด้วยการบอกว่ากัมพูชาไม่จริงใจ การเจรจาต่างๆ จะไม่เกิดขึ้น ซึ่งข้อเรียกร้องที่เราเรียกร้องไปสแกมเมอร์เป็นหนึ่งในนั้น แล้วการที่จะมาบอกว่ามีคนนั้นคนนี้เกี่ยวข้อง ในเรื่องข้อกล่าวหาเหล่านี้ ก็อาจจะเป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย แต่ไม่เป็นไร เขามีสิทธิ์กล่าวหา หน้าที่ของรัฐบาลคือมีหน้าที่พิสูจน์
“ยืนยันว่านายกฯ เข้มข้นในการขับเคลื่อนทุกประเด็น เพราะประชาชนจับตาอยู่ในเรื่องของสแกมเมอร์ อย่างกรณีที่มีข่าวออกมาว่ามีชื่อ 7 นักการเมืองไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง ทันทีที่มีข่าวก็ขอข้อมูลจากกระทรวงต่างประเทศติดต่อขอชื่อทันที แต่ทางสถานทูตเกาหลีออกมาปฏิเสธ ว่านายกฯ ของเขาไม่ได้พูด จึงกลายเป็นว่าใครจะเป็นคนรับผิดชอบต่อข่าวที่ออกมา ซึ่งทำให้คนมีความเชื่อเช่นนั้นไปแล้ว.



