ทำเอาแฟนๆเป็นห่วงกันอย่างมากมาย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ นิ้ง ชัญญา ที่ป่วยเป็นเนื้องอกในสมองตั้งแต่ปี 2563 และเคยเข้ารับการผ่าตัดมาแล้ว ซึ่งหลายคนที่ทราบข่าวก็พากันมอบกำลังใจให้เธอและพยายามสอบถามอาการของเธอเสมอ

ล่าสุด yimyim มีโอกาสเจอตัวสาวนิ้ง เลยไม่พลาดต้องอัพเดทอาการสักหน่อย และอยากรู้ว่าเธอทำใจเข้มแข็งได้อย่างไร จนสามารถทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างปกติแบบนี้

หลายคนอยากรู้ว่าตอนนี้เนื้องอกในสมองที่เป็นมันโตขึ้นไหม?

“ล่าสุดมันโตขึ้น 0.1 (เซนติเมตร) เองค่ะ ก็เลยได้รับการ อนุมัติจากคุณหมอว่า เราสามารถ1ปีเช็ค1ครั้งได้ ซึ่งตอนนี้ก็ผ่านมาแล้ว แต่หนูก็ยังไม่ได้ไป ตอนนี้ครบปีแล้ว ซึ่งตัวนี้เป็นที่ ก้านสมอง เลย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดในร่างกายเราแล้ว ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ ควบคุมทุกอย่างที่เรานึกออก”

ดูชิลมากเลย ปลงแล้ว เหรอ?

“มันรู้สึกว่าเราทำอะไรไม่ได้แล้วมั้งคะ จริงๆ หนูก็อยากรู้ว่ามันเป็นยังไงบ้าง แต่มันทำไม่ได้จริงๆ เราก็ต้อง เอ็มอาร์ไอ (MRI) แล้วก็ต้องฉีดสี ขับรังสีออก แล้วคือมันวุ่นวาย หนูก็ติดภารกิจ คือมันก็ไม่ค่อยดีหรอก หนูก็หนีๆ มันอยู่”

ทำยังไงให้มีกำลังใจขนาดนี้?

“เรื่องเนื้องอกจริงๆ แล้ว มันไม่ใช่ปัญหาหลักของหนูเลย แต่ว่าหนูรู้สึกว่าหนูทำอะไรไม่ได้ หนูก็เลยไม่ค่อยได้คิดอะไรกับมันมาก คือย้อนกลับไปก่อน เนื้องอกชนิดนี้ คือคนรู้ต่อเมื่อตื่นมาแล้วเป็นอัมพาตไปเลย คือนอกจากก้านสมอง ที่มันโดนไป แล้วหมอบอกพ่อแม่ว่าตายอย่างเดียวเนี่ย มันมีเส้นประสาทอีกสามเส้นใหญ่ อันนั้นคือสิ่งที่หนูรู้มาตอนแรก พอหนูรู้ตอนแรกหนูก็ร้องไห้ประมาณ 10 นาที เราก็เลยคิดว่าเดี๋ยวเราก็ได้นอนโรงพยาบาลแล้วจะกินอะไรดี คือมันทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายแล้วเราต้องรอ โอเคในเมื่อเป็นแล้วแล้วยังไงต่อ ก็ต้องผ่าเพราะฉายแสงไม่ได้ ฉายรังสีไม่ได้เพราะว่าใกล้ก้านสมอง หนูก็วางแผนตามนั้นไป มันก็เหมือนคิดจนกังวลไปมันก็ไม่ได้ช่วยอะไร กังวลไปมันก็ไม่ได้อะไรเลย ก็เลยปล่อยดีกว่า เราก็ไม่ได้คิดถึงมันมาก”

แต่ ณ ตอนนี้คือแค่ไป ติดตามอาการ?

“เอาจริงๆ หนูมองมันเหมือนเป็นเรื่องเล็กเลยตั้งแต่แรก แล้วตอนที่ผ่าหนูก็รู้สึกว่ามันสงบ หนูยังนอนก่อนเข้าห้องผ่าตัดอยู่เลย คือหนูหลับเลย พี่พยาบาลก็ปลุกว่ามีแฟนคลับเขียนจดหมายมาให้”

แล้วอะไรคือเรื่องใหญ่สำหรับนิ้ง ถ้าไม่ใช่เรื่องนี้?

“หนูว่างานค่ะ หนูว่ามันจะมีผลกับหนูก็ต่อเมื่อตอนหนูผ่า แล้วหนูไม่สามารถควบคุมร่างกาย หรือใช้ร่างกายในแบบที่หนูเคยใช้ได้ อย่างเช่นหนูเคยวิ่งได้ หนูเคยแอคทีฟ แต่ตอนนั้นคือเดินยังเดินเอียง มันก็เริ่ม นอยด์ แล้ว เราก็เลยรู้สึกว่าหรือที่เราไม่หาย หรือว่าอาจเป็นเพราะเรานอนเป็นผักนะ เราก็เลยลองลุกขึ้นมาเดินดู ประมาณไม่กี่วัน ห้าวันมั้ง กลับจากไอซียู หนู ลุกขึ้นมาแล้วเหงื่อแตก เหมือนน้ำในสมองมันยังไม่เท่ากัน แล้วเราก็ต้องพักจริงๆ คือใจหนูกะว่าผ่าปุ๊บแล้วออกมาปั๊บ กลับมาเลย แต่สุดท้ายไม่ได้ เพราะร่างกายมันไม่ได้”

แต่เราก็ไม่ได้ปลงกับชีวิตมากขึ้น เพราะใครเป็นก็ได้?

“คือการเป็นเนื้องอกหนูมีความรู้สึกว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้ หนูยกตัวอย่างเรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่กว่านะ อย่างเช่นเอ็นข้อเท้าขาด อันนั้นเรื่องใหญ่แล้ว เพราะเดินไม่ได้เป็นเดือน ก็เริ่มมีอาการภาวะซึมเศร้าแทรกซ้อน เพราะว่ามันใช้ชีวิตเหมือนอย่างที่เคยไม่ได้ คือเรารู้เลยว่าเราใช้งานมันไม่ได้ แต่การที่เราเป็นโรคอันนี้ คือเรารู้สึกว่ามันอยู่ด้วยกันได้นี่ คือเรายังมีอะไรที่อยากทำอีกเยอะ คือช่วยเป็นหนึ่งเดียวกันได้ไหม (หัวเราะ) หนูมีความรู้สึกแปลกๆ อยู่แล้ว คือหนูเป็นคนโชคดีไง เนื้องอกคือหนึ่งใน 100,000 หนูคือหนึ่งใน 100,000 เลยนะ แต่คือหนูเป็นแล้วไง หนูก็พยายามมองโลกในแง่ดี คือมันเป็น สตอรี่ นึงในชีวิตหนู คือหนูอยู่กับมันได้ มันเกิดขึ้นแล้ว แล้วเราจะอยู่กับมันด้วยทัศนคติไหน เรื่องแย่ๆ มา หา เราเสมอ แต่วิธีที่เรามองมันคือวิธีที่เราตัดสินใจตอบโต้มัน ประมาณนั้นมากกว่า”


คอลัมน์ 1 Day With ซุปตาร์

โดย yimyim