รัฐบาลฟิลิปปินส์ของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ จะทำหน้าที่ประธานสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( อาเซียน ) ประจำปี 2569 นับเป็นการกลับมาทำหน้าที่เป็นประธานอาเซียนอีกครั้งในรอบ 9 ปี หลังเคยรับหน้าที่ในปี 2560 

อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์ในปี 2569 มีความผันผวนและตึงเครียดสูงขึ้นอย่างมาก และไม่เหมือนเมื่อ 9 ปีที่แล้วอย่างแน่นอน เนื่องจากมีการแข่งขันของมหาอำนาจ และการเผชิญหน้าทางทะเลในระดับภูมิภาคที่ทวีความรุนแรง

ฟิลิปปินส์ประกาศหัวข้อหลักสำหรับการเป็นประธานคือ “การนำทางสู่อนาคตของเรา ร่วมกัน” ( Navigating our future, together ) ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ที่มองไปข้างหน้าและเน้นการทำงานร่วมกันในภูมิภาค โดยมีเสาหลักเชิงยุทธศาสตร์สามประการที่ตั้งเป้าหมายเพื่อนำอาเซียนไปสู่การรวมตัวที่ยืดหยุ่น ครอบคลุม และเป็นเอกภาพ

ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องของรากฐานแห่งสันติภาพและความมั่นคง ( Peace and Security Anchors ) มุ่งเน้นการส่งเสริมการเจรจา การยึดมั่นต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และการเสริมสร้างความร่วมมือในประเด็นความมั่นคงดั้งเดิมและไม่ดั้งเดิม

ระเบียงแห่งความมั่งคั่ง ( Prosperity Corridors ) เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ การค้าในภูมิภาค นวัตกรรมดิจิทัล และการสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และการเสริมสร้างพลังประชาชน ( People Empowerment ) เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่ครอบคลุมและการมีส่วนร่วมของพลเมือง

นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ยังยืนยันความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ในปี 2588 และการบูรณาการของติมอร์-เลสเต ในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนด้วย หลังได้รับการรับรองเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบลำดับที่ 11 แล้วในปีนี้

ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ผู้นำฟิลิปปินส์ (ขวา) กำลังรับมอบค้อน จากนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำมาเลเซีย ระหว่างพิธีส่งมอบตำแหน่งประธานอาเซียน ณ พิธีปิดการประชุมสุดยอดสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 47 ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ 28 ต.ค. 2568

อย่างไรก็ดี ภารกิจของฟิลิปปินส์ในการทำหน้าที่ประธานอาเซียน ประจำปี 2569 ต้องเผชิญกับช่วงเวลาสำคัญ เนื่องจากวาระด้านความมั่นคงแห่งชาติที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลมะนิลา คือการยืนยันการป้องกันอธิปไตยต่อจีนอย่างแข็งกร้าว โดยได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากสหรัฐ ขัดแย้งโดยตรงกับหลักการพื้นฐานของอาเซียนในการวางตัวเป็นกลางทางยุทธศาสตร์

การที่ฟิลิปปินส์เลือกใช้คำว่า “รากฐานแห่งสันติภาพและความมั่นคง” นั้น แม้ดูเป็นกลางในทางภาษา แต่ในการตีความของฟิลิปปินส์ เป็นการสื่อถึงการยืนยันคำตัดสินอนุญาโตตุลาการปี 2559 และการป้องปรามรัฐบาลปักกิ่งในทะเลจีนใต้ การกำหนดให้เสาหลักนี้เป็นวาระหลัก หมายถึงการยกระดับความขัดแย้งทวิภาคีให้เป็นประเด็นพหุภาคีภายใต้กลไกของอาเซียน ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากมาเลเซีย ซึ่งทำหน้าที่ประธานประจำปี 2568 ด้วยวาระที่เน้นเศรษฐกิจ “การไม่แบ่งแยกและความยั่งยืน” การเปลี่ยนจากประธานที่เน้นเศรษฐกิจอย่างระมัดระวังไปสู่ประธานที่เน้นความมั่นคงอย่างแข็งกร้าวในปี 2569 ยิ่งสะท้อนความแตกแยกภายในของอาเซียนเกี่ยวกับการจัดตำแหน่งทางยุทธศาสตร์กับมหาอำนาจ

ความตึงเครียดทางทะเลระหว่างฟิลิปปินส์กับจีนทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลฟิลิปปินส์ยื่นประท้วงทางการทูตมากกว่า 150 ครั้ง และอ้างถึงคำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการเมื่อปี 2559 อย่างสม่ำเสมอ ว่าการที่รัฐบาลปักกิ่งอ้าง “แผนที่เส้นประเก้าเส้น” และกิจกรรมการถมทะเลของจีนนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งคำพิพากษาของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นเรื่องที่จีนไม่เคยยอมรับ

นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ยังใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า โครงการริเริ่มความโปร่งใส ( Transparency Initiative ) เพื่อเปิดเผย “การกระทำเกินขอบเขต” ของจีนต่อสาธารณชนผ่านสื่อท้องถิ่นและนานาชาติอย่างเป็นระบบ ซึ่งกลยุทธ์นี้ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นการสนับสนุนภายในประเทศ และประสานการตอบโต้ทางการทูตจากพันธมิตรตะวันตก

การใช้โครงการริเริ่มความโปร่งใสนี้แสดงให้เห็นว่า การเผชิญหน้าเรื่องทะเลจีนใต้กลายเป็นการต่อสู้ในสงครามองค์ความรู้ โดยเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์คือการรับรองว่า ประชาคมโลกมองจีนเป็นผู้รุกรานที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ สะท้อนว่า ประเด็นทะเลจีนใต้จะถูกผลักดันให้เป็นวาระข่าวสำคัญตลอดปี 2569 อย่างแน่นอน และฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน จะใช้เวทีแห่งนี้เพื่อ “เโจมตีต้นทุนทางชื่อเสียง” ของจีนในระดับสูงสุด

ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลฟิลิปปินส์เดินหน้าฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสหรัฐอย่างชัดเจน และขยายเกินกว่าความสัมพันธ์ทวิภาคี โดยมีการดึงญี่ปุ่นและออสเตรเลียเข้ามา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นรอบไต้หวัน มีการจัดตั้งความร่วมมือด้านความมั่นคงไตรภาคี สหรัฐ-ญี่ปุ่น-ฟิลิปปินส์ ซึ่งมีการฝึกซ้อมร่วมและมีการสร้างศูนย์ประสานงานข้ามชาติ ซึ่งอาจใช้เป็นต้นแบบสำหรับการอพยพพลเรือนที่ไม่ใช่กำลังรบ สอดคล้องกับที่มาร์กอสเคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่า ฟิลิปปินส์ “จะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” หากเกิดสงครามเต็มรูปแบบเหนือไต้หวัน ซึ่งยิ่งตอกย้ำบทบาทของรัฐบาลมะนิลา ในโครงสร้างสถาปัตยกรรมความมั่นคงระดับภูมิภาคที่นำโดยสหรัฐ

ดังนั้น จึงมีแนวโน้มที่จีนจะมองว่า การทำหน้าที่ประธานอาเซียนของฟิลิปปินส์เป็นส่วนขยายของแผนยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก ที่สหรัฐพยายามผลักดัน และมีแนวโน้มยิ่งสร้างความตึงเครียดในระดับภูมิภาค เพราะจีนจะมองว่า การดำเนินการเช่นนี้คือการยั่วยุ และอาจนำไปสู่มาตรการตอบโต้ที่รุนแรงขึ้น

ขณะเดียวกัน การที่ฟิลิปปินส์เร่งให้มีการสรุปจรรยาบรรณหรือหลักปฏิบัติเรื่องทะเลจีนใต้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด และต้องการให้ “มีผลผูกพันทางกฎหมาย” ขัดแย้งกับความต้องการของจีนที่ต้องการให้ “ยืดหยุ่นและไม่ผูกพัน” ดังนั้น ผลลัพธ์ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดของแถลงการณ์อาเซียนเรื่องนี้ในปี 2569 คือเนื้อหาที่จะยังคงคลุมเครือและไม่มีผลผูกพัน การที่จีนยังคงเข้าร่วมการเจรจา น่าจะถือว่าเรื่องนี้เป็นเครื่องมือทางการทูตเพื่อรักษาภาพลักษณ์ และถ่วงเวลาการสรุปข้อตกลงที่มีผลผูกพัน จนกว่ารัฐบาลปักกิ่งจะได้สิ่งที่ต้องการ

ขณะที่หลักการฉันทามติและการไม่แทรกแซง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอาเซียน กลายเป็นข้อเสียเปรียบทางสถาบันที่สำคัญ ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายมองว่า หลักการเหล่านี้ล้าสมัยและขัดขวางความศักยภาพของอาเซียนในการใช้จุดยืนที่หนักแน่นต่อความก้าวร้าวของจีน เพราะกลไกที่ออกแบบมาเพื่อจัดการความขัดแย้ง เช่น สภาสูงอาเซียน ไม่เคยถูกนำมาใช้

กองกำลังยามฝั่งฟิลิปปินส์เผยภาพ เรือยามฝั่งของจีนฉีดน้ำใส่เรือของสำนักงานประมงและทรัพยากรทางน้ำของฟิลิปปินส์ ระหว่างเผชิญหน้ากันใกล้กับสันดอนทราย “แซนดี เคย์” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะสแปรตลีย์ ในทะเลจีนใต้ 22 พ.ค. 2568

นอกจากนี้ การวางตัวของฟิลิปปินส์ต่อสหรัฐนั้น เสี่ยงบ่อนทำลายแนวคิดหลักของ “ความเป็นแกนกลางของอาเซียน” ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลปักกิ่งใช้แนวคิดความเป็นแกนกลางของอาเซียน เพื่อทำให้สหรัฐเดินเกมในภูมิภาคนี้ยากขึ้น ขณะเดียวกัน จีนกดดันสมาชิกบางประเทศ ให้ปฏิเสธฉันทามติในเรื่องที่ขัดต่อผลประโยชน์ของจีน สิ่งนี้ทำให้มะนิลาเสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาว่าเป็น “ตัวแทน” ของผลประโยชน์ภายนอก ซึ่งทำให้จีนสามารถกีดกันวาระของฟิลิปปินส์ได้ง่ายขึ้น

การเป็นประธานอาเซียนของฟิลิปปินส์ในปี 2569 จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการถกเถียงอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับขีดจำกัดของความเป็นกลางของอาเซียนในยุคของการแข่งขันมหาอำนาจ ความสำเร็จของฟิลิปปินส์จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้ประโยชน์จากการสนับสนุนจากภายนอกเพื่อเสริมความมั่นคงแห่งชาติ 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลมะนิลาต้องแสดงความเป็นผู้นำที่ครอบคลุมและให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์บดบัง และทำลายความเป็นเอกภาพของอาเซียนออกเป็นเสี่ยง.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : AFP