นักวิจัยเคยเชื่อกันมานานแล้วว่า รูปสลักหินยักษ์กว่า 900 ตัวในพื้นที่ที่เรียกว่า “ราปานุย” (Rapa Nui) ซึ่งเป็นชื่อพื้นเมืองของดินแดนในการปกครองของชิลีนี้ ถูกแกะสลักขึ้นโดยคนงานหลายร้อยคนภายใต้การควบคุมของหัวหน้าเผ่าเพียงเป่าเดียวในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13
แต่เมื่อไม่นานมานี้ มีงานวิจัยใหม่นี้นำไปสู่ข้อสรุปว่า รูปสลักหินแต่ละตัว ซึ่งเรียกว่า “โมอาย” (Moai) น่าจะถูกแกะสลักโดยกลุ่มตระกูลหรือกลุ่มชนเผ่าที่แข่งขันกันแกะสลัก
ปัจจุบันมีการประมาณการว่า รูปสลักหินโมอายแต่ละตัว ซึ่งมีน้ำหนักมากถึง 80 ตัน ใช้คนงานแกะสลักเพียง 4-5 คนเท่านั้น นักโบราณคดีสามารถระบุ “โรงแกะสลัก” โมอายในจุดต่างๆ ถึง 30 แห่ง โดยประเมินจากแบบจำลอง 3 มิติของเหมืองหินหลักของเกาะที่ใช้สร้างโมอายขึ้นมา

โรงแกะสลักแต่ละแห่งดูเหมือนจะดำเนินการโดยใช้เทคนิคการแกะสลักและลักษณะการผลิตที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
หลักฐานอีกชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่าไม่มีการรวมศูนย์สั่งการสร้างรูปสลักและขนย้ายก็คือ การที่นักวิทยาศาสตร์ระบุได้ว่า รูปแกะสลักที่เสร็จเรียบร้อยแล้วถูกขนส่งออกจากเหมืองหินกระจายออกไปในหลายทิศทางที่แตกต่างกัน แทนที่จะเป็นเส้นทางหลักเพียงเส้นทางเดียว
เพื่อสร้างแบบจำลอง 3 มิติล่าสุดที่ช่วยให้ค้นพบข้อมูลใหม่เหล่านี้ (การศึกษาได้รับการบันทึกในวารสาร PLOS One) นักวิจัยต้องใช้โดรนถ่ายภาพพื้นที่ประมาณ 22,000 ภาพ ก่อนจะนำไปประกอบรวมกัน กลายเป็นแผนที่ดิจิทัลที่เข้าถึงได้ทุกพื้นที่ แบบจำลองใหม่นี้จะแสดงด้านบนและด้านข้างของพื้นที่ที่ไม่สามารถมองเห็นได้จากบนพื้นดินมาก่อน

“เหมืองหินแห่งนี้เปรียบเสมือน ‘ดิสนีย์แลนด์’ ทางโบราณคดี” ศาสตราจารย์คาร์ล ลิโป จากมหาวิทยาลัยบิงแกมตันกล่าว “เราเห็นโรงแกะสลักที่แยกต่างหากจากกัน ซึ่งสอดคล้องกับกลุ่มชนเผ่าต่างๆ ที่ทำงานอย่างหนักในพื้นที่เฉพาะของตน
“คุณสามารถเห็นเป็นภาพกราฟิกได้เลยว่ามีการสร้างรูปสลักชุดหนึ่งที่นี่ และรูปสลักอีกชุดหนึ่งที่นี่ และพวกมันเรียงรายอยู่ข้างกัน” ลิโปกล่าวต่อ
การค้นพบผู้สร้างที่แท้จริงของโมอายนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบิงแกมตันและมหาวิทยาลัยแอริโซนา ยืนยันว่ารูปปั้นเหล่านี้ถูกเคลื่อนย้ายด้วยการ “เดิน” ข้ามเกาะอีสเตอร์ โดยน่าจะถูกออกแบบมาให้ใช้เชือกดึงไปได้ในลักษณะที่ขยับเคลื่อนไปข้างหน้าทีละข้าง คล้ายกับคนที่เดินโขยกเขยก
“เมื่อคุณเริ่มทำให้มันขยับได้ ก็ไม่ยากแล้ว แค่คนเดียวก็สามารถดึงไปได้” ลิโปกล่าวในรายงานก่อนหน้านี้ “มันช่วยประหยัดพลังงาน และมันเคลื่อนที่ได้เร็วมาก ส่วนที่ยากคือการทำให้มันเริ่มโยกขยับในตอนแรก”
ลิโปและทีมงานของเขาได้ทดสอบทฤษฎีนี้ด้วยการสร้างโมอายจำลองที่มีน้ำหนัก 4.35 ตัน โดยให้คน 18 คนทำให้มัน “เดิน” ไปข้างหน้าได้ 100 เมตรภายในเวลา 40 นาที
หลักฐานทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นข้อสรุปว่า ชาวราปานุยแต่ละเผ่ามีระบบเคลื่อนย้ายรูปสลักที่ทำได้อย่างราบรื่น
“(สิ่งนี้) เชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างแท้จริง ตั้งแต่จำนวนคนที่ต้องใช้ในการเคลื่อนย้ายรูปปั้น จำนวนสถานที่ ขนาดของการขุดหิน และขนาดของชุมชน” ลิโปกล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้จะได้ข้อสรุปว่าครเป็นคนสร้างรูปสลักหินยักษ์เหล่านี้ขึ้นมา แต่ในส่วนของ “เหตุผล” ของการสร้างโมอาย รวมถึงเหตุผลที่ต้องทุ่มเทเวลา เงินทุน และกำลังคนมากมายในการสร้างรูปสลักเหล่านี้ ยังคงเป็นปริศนาที่รอคำตอบอยู่
ที่มา : nypost.com
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



