กรณีบริษัทฯ ประกอบธุรกิจซื้อมาขายไป โดยเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 20% ของกำไรสุทธิ เนื่องจากมีรายได้เกินกว่า 30 ล้านบาท

1. ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2559 บริษัทฯ มีกําไรทางบัญชีก่อนภาษีจำนวน 2.751 ล้านบาท กําไรทางภาษีก่อนหักภาษีจำนวน 2.360 ล้านบาท นั้น ในการจ่ายเงินปันผลให้นำกำไรสะสมทางบัญชีที่เหลือหลังจากชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลมาทำการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น  

2. ในการคำนวณเครดิตภาษี เนื่องจากมีการปรับปรุงกำไรสุทธิให้เป็นไปตามเงื่อนไขทางภาษีอากร จึงอาจทำให้จำนวนภาษีเงินได้นิติบุคคลมีอัตราต่ำกว่า หรือเกินกว่า 20% ของกำไรสุทธิทางภาษี เช่นนี้

(1) หากมีรายการปรับปรุงกำไรสุทธิด้วยรายการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจนทำให้กำไรสุทธิทางภาษีมีจำนวนน้อยกว่ากำไรสุทธิทางบัญชี อันเป็นผลทำให้อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลมีจำนวนต่ำกว่า 20% ของกำไรสุทธิทางบัญชี จำนวนที่ปรับปรุงหักออกไปนั้นย่อมไม่ได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร เพราะไม่ได้ผ่านการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้จำแนกกำไรสะสมตามอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ชัดแจ้ง ตามข้อ 13 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่
ป. 119/2545 ดังนี้

ข้อ 13 กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้หลายอัตรา เมื่อจ่ายเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรให้แก่ผู้รับซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา และผู้จ่ายเงินได้ทราบโดยชัดแจ้งว่าจ่ายจากเงินกำไรหลังจากเสียภาษีในอัตราใด ผู้จ่ายเงินได้จะต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ชัดเจนว่าเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่จ่ายนั้นจำนวนใดได้มาจากกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราใด” 

(2) หากมีรายการปรับปรุงกำไรสุทธิด้วยรายการบวกกลับ จนทำให้กำไรสุทธิทางภาษีมีจำนวนมากกว่ากำไรสุทธิทางบัญชี อันเป็นผลทำให้อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลมีจำนวนสูงกว่า 20% ของกำไรสุทธิทางบัญชี เช่นนี้ กำไรสะสมที่เหลือย่อมได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งจำนวน

  ทั้งนี้ โดยไม่พึงต้องคำนวณสัดส่วนของอัตราภาษีตามหุ้น.