เหมือนวิธีการต่อสู้คดี 44 สส.พรรคก้าวไกล ลงชื่อขอแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่มี 10 สส. พรรคประชาชนร่วมอยู่ด้วย จะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จากที่เคยเป็นข่าวมาก่อนหน้านี้ หลังศาลฎีกาจะนัดประชุม พิจารณารับคำร้องในวันที่ 24 เม.ย.
ถ้าจำได้เคยมีข่าวว่า ในเดือน เม.ย. พรรคส้ม จะมีการประชุมใหญ่ เพื่อปรับโครงสร้างพรรค หลังต้องพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งได้ สส.มา 120 เสียง ทำให้ต้องตกเป็นฝ่ายค้าน รวมทั้งจะผลักดัน “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ไปทำหน้าที่เลขาธิการพรรค และผลักดัน “อาจารย์ต้น” วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคแทน เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ หาก ศาลฎีกาประทับรับฟ้อง ซึ่งจะทำให้ “นายณัฐพงษ์” และ 9 สส. ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่
แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา “นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง” สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะทีมกฎหมายต่อสู้คดีอดีต 44 สส. พรรคก้าวไกล ออกมาให้ข่าวว่า จะร้องขอให้ศาล มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ตามมาตรา 235 ให้ผู้คัดค้านหรือกลุ่มของตน ยังสามารถ ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ โดยไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะ 10 คนในจำนวน 44 คนนี้ เป็น สส.อยู่ โดยเฉพาะกรณีของ นายณัฐพงษ์ จะเป็นหัวหน้าฝ่ายค้าน ซึ่งก็คิดว่าน่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ในเร็ว ๆ นี้อยู่แล้ว
“แต่ที่สำคัญที่สุดคือตัวคุณณัฐพงษ์ เพราะอย่างที่บอกว่าเป็นว่าที่ผู้นำฝ่ายค้าน ถ้าถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หมายความว่า ศาลสั่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็จะส่งผลร้ายอย่างยิ่ง ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ที่จะไม่มีผู้นำฝ่ายค้านหรือ ฝ่ายตรวจสอบอยู่ในสภา ก็จะส่งผลเสียหายซึ่งตรงนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่เราส่งไปทางศาลฎีกา เพื่อให้สั่งเป็นอย่างอื่นและ ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้” นพ.วาโย กล่าว
คำถามคือ พรรคประชาชนพยายามนำกระบวนการ แต่งตั้งผู้นำพรรคฝ่ายค้าน มาเป็นข้ออ้างในการต่อสู้คดี โดยเฉพาะสิ่งที่สื่อสารออกมา ตอนหนึ่งระบุว่า น่าจะมี พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ในเร็ว ๆ นี้อยู่แล้ว ทั้งที่ “นายโสภณ ซารัมย์” ประธานสภา กล่าวถึงกระบวนการทูลเกล้าฯ ชื่อนายณัฐพงษ์ เป็นผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาว่า ยังไม่ดำเนินการในขั้นตอนใด
เพราะต้องรอให้ทางพรรคประชาชน แจ้งชื่อมายังตน ถึงจะดำเนินการต่อไปได้ อย่างไรก็ดีขณะนี้ ยังไม่มีการประสานใด ๆ มาจากทางพรรคประชาชน
คำถามคือ ในเมื่อยังไม่มีการนำ รายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วจะมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ได้อย่างไร เรื่องอย่างนี้ จะมา พูดพล่อย ๆ ไม่ได้ เพราะเป็นขั้นตอนของสำนักพระราชวัง แล้วจะว่าไป สส.พรรคประชาชน มีจำนวนนับร้อยคน ทำไมไม่ผลักดันคนที่ไม่มีปัญหาคดีความ ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้นำพรรคฝ่ายค้านฯ การผลักดันคนที่มีตำหนิ มีข้อกล่าวหา มามีบทบาทสำคัญ ในฝ่ายนิติบัญญัติ จะส่งผลในเรื่องความน่าเชื่อถือ และ ประสิทธิภาพในการทำงาน
อีกทั้งคำพูดของ บรรดา สส.พรรคส้ม ที่ได้ยินมาตลอด คือการขอเสนอแก้ไขกฎหมาย เป็นอำนาจของ สส. แต่ถ้าหากไปดู คำร้องของ ป.ป.ช. ในคดี 44 สส. ตอนหนึ่งระบุว่า “…สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้แจ้งถึงข้อบกพร่อง ดังกล่าวให้ผู้คัดค้านทั้ง 44 ทราบแล้ว แต่ผู้คัดค้านทั้ง 44 ยังคงยืนยันจะเสนอ พ.ร.บ.ดังกล่าว
การกระทำของผู้คัดค้านทั้ง 44 จึงเป็นการกระทำ อันมีเจตนามุ่งร้าย โดยชัดแจ้งที่จะ ทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข…”
นั่นหมายความว่า ทาง สำนักงานเลขาธิการสภา ได้แจ้งถึงข้อจำกัด ถึงการเสนอแก้ไข กฎหมายอาญามาตรา 112 ให้บรรดา
44 สส.พรรคก้าวไกลได้รับทราบแล้ว แต่ก็ยัง ดึงดันที่จะผลักดัน แก้ไขกลไกสำคัญที่มีไว้ เพื่อปกป้องสถาบัน ทั้ง ๆ ที่การเป็น สส. และมีหน้าหลัก ในการ ทำงานด้านนิติบัญญัติ ย่อมต้องมีความรู้ในเรื่องแก้ไขกฎหมาย และเงื่อนไขต่าง ๆ ที่อยู่ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หากจะเสนอแก้ไขในเรื่องอะไรก็ตาม
แล้วเลิกพูดซะที บรรดากองเชียร์ และ พลพรรคสีส้ม ที่มักอ้างว่าเป็น “นิติสงคราม” พวกคุณลองย้อนไปดูอดีตที่ผ่านมา ไม่มีพรรคการเมืองไหนเสนอ แก้ไขมาตรา 112 หรือร่วมสนับสนุนพรรคประชาชน กับการแก้ไขกฎหมายที่มีไว้ เพื่อปกป้องสถาบัน
แต่จะหักล้างหรือแก้ไขข้อกล่าวหา ด้วยวิธีอะไรก็ตาม ขอเพียงอย่ากดดันศาล.
“เขื่อนขันธ์”



