กี่ชีวิตที่ต้องสังเวย? กี่น้ำตาที่ต้องหลั่ง? และอีกกี่ครั้งที่คำว่า “วัวหายล้อมคอก” จะถูกนำมาใช้ซ้ำๆ ซากๆ ในสังคมไทย อ่านข่าวโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้ที่ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เมื่อกลางดึกวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมาแล้วรู้สึกหดหู่ อิดหนาระอาใจกับระบบราชการ ไม่ใช่เพราะภาพเปลวเพลิงที่น่ากลัว แต่เพราะรู้สึกว่าทำไมต้องมานั่งนับศพผู้เสียชีวิตจากสาเหตุเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ย้อนมองโศกนาฏกรรมเหล่านี้ จะพบ “สูตรสำเร็จ” ของความประมาท ที่แทบจะคัดลอกกันมา ตั้งแต่ ซานติก้าผับ ย่านเอกมัยกรุงเทพฯ ในคืนเคานท์ดาวน์ 1 ม.ค.2552 ที่มีผู้เสียชีวิต 67 ราย มาจนถึง Mountain B จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2565 ที่คร่าไป 26 ชีวิต และล่าสุดที่ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เมื่อกลางดึกวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 สถานบันเทิงใกล้ซอยลาดพร้าว 1 แขวงจอมพล เขตจตุจักร สูญเสียไปอีก 27 ชีวิต บาดเจ็บจำนวนมาก

ทุกเหตุการณ์มักมีตัวละครและปัจจัยของความสูญเสียแบบเดียวกัน วัสดุซับเสียงที่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดี, การดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต และทางออกที่ถูกปิดตายหรือคับแคบจนกลายเป็นกับดักมรณะ

คำถามที่อยากถามดังๆ ไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องคือ “ทำไมต้องรอให้มีคนตาย กฎหมายถึงจะศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาสัก 3 วัน 7 วัน?” เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่ “คราวเคราะห์” แต่มันคือ “ฆาตกรรมทางโครงสร้าง” ที่เกิดจากความเห็นแก่ได้ของมนุษย์

ต้นตอหลักๆ มักมีอยู่ 3 ข้อ ที่กัดกินสังคมไทยมานาน 1.ลัทธิผักชีโรยหน้าและการทุจริต: การตรวจสถานประกอบการมักถูกมองว่าทำแบบขอไปที หรือ “เคลียร์” ใต้โต๊ะเพื่อเซ็นให้ผ่านเกณฑ์ประเมิน ลายเซ็นเป็นแค่ภาพลวงตาบนกระดาษที่ไม่สะท้อนความเป็นจริง ไม่มองถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต 2.การลดต้นทุนบนความเสี่ยง: ผู้ประกอบการเลือกใช้วัสถุราคาถูกแทนวัสดุไม่ลามไฟ และ 3.การดัดแปลงอาคารตามใจชอบ: โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่เอาอาคารเก่ามาทำผับโดยไม่มีระบบระบายควันหรือทางหนีไฟตามหลักวิศวกรรม

เพลิงไหม้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ครั้งนี้คงต้องไปตรวจสอบกันถี่ยิบว่าต้นตอ สาเหตุมาจากอะไร แต่ที่แน่ๆ เราคงได้เห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ข้าราชการผู้รับผิดชอบ ออกมาเสียงเข้มจะไล่ตรวจสอบโน่นนี่นั่นอย่างเข้มข้น จะงัดกฎหมายเอาผิดอย่างจริงจัง จะสังคายนา จะออกกฎระเบียบ จะถอดบทเรียน สารพัดจะทำงานกันด้วยปากยามเกิดเหตุ แต่พอเวลาล่วงเลยไปก็กลับเข้าอีกหรอบเดิม

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเลิกพึ่งพา “โชคชะตา” แล้วหันมาใช้ “ความเข้มงวด” อย่างจริงจังเสียที เราต้องการระบบ Zero Tolerance (ไม่ยอมรับการกระทำผิดใดๆ ทั้งสิ้น) คือแนวทางที่เข้มงวดซึ่งกำหนดให้มีการลงโทษอย่างเด็ดขาดทันทีที่ฝ่าฝืนกฎ โดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ผ่อนปรน แต่มุ่งเน้นการตัดไฟแต่ต้นลมไม่ว่าจะมีความผิดเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม ต้องสุ่มตรวจแบบไม่แจ้งล่วงหน้า หากเจอประตูหนีไฟล็อกหรือวัสดุไม่ได้มาตรฐาน ต้องสั่งปิดทันทีและลงโทษอาญาขั้นสูงสุด ทั้งเจ้าของร้านและเจ้าหน้าที่รัฐที่หลับตาข้างหนึ่งเซ็นอนุมัติ

นอกจากนี้ เราควรนำเทคโนโลยีมาใช้ เช่น ระบบ QR Code ความปลอดภัย ที่ให้ลูกค้าสแกนตรวจสอบได้ทันทีว่าร้านนี้ผ่านการตรวจครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ เพื่อให้ผู้บริโภคมีสิทธิ์เลือกว่าจะเอาชีวิตไปเสี่ยงหรือไม่ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายวัสดุไม่ลามไฟ 100% และประตูแบบคานผลักที่ต้องเปิดได้เสมอจากด้านใน หรือมาตรการอื่นๆ ที่ระบบข้าราชการผู้ชาญฉลาดจะสรรหามาได้ เพื่อความปลอดภัยของชีวิตผู้คนและทรัพย์สิน

เพราะหากเรายังปล่อยให้มาตรการความปลอดภัยเป็นเพียงแค่ตัวหนังสือบนแผ่นกระดาษที่แค่เปิดอ่านผ่านๆ ปล่อยให้โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นเป็นแค่ “บทเรียนราคาแพงที่ไม่เคยใส่ใจจดจำ” เมื่อวันเวลาผ่านไป หากเป็นเช่นนั้นแสงสว่างในสถานบันเทิงครั้งหน้าอาจไม่ใช่แสงจากสปอตไลท์ แต่มันจะเป็นแสงจากเปลวเพลิงที่แผดเผาชีวิตผู้บริสุทธิ์อีกครั้ง และสะท้อนถึงความล้มเหลวของระบบราชการและรัฐบาลในฐานะผู้รับผิดชอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนี้ …น่าอดสูสิ้นดี!

คนเถรตรง