ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ดำเนินการรื้อถอนพื้นที่ส่วนหนึ่งของทำเนียบขาวในช่วงปลายปี 2568 เพื่อสร้างห้องจัดเลี้ยงขนาดมหึมา ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงภาพลักษณ์ของทรัมป์ได้เป็นอย่างดี ในฐานะประธานาธิบดีผู้เริ่มต้นสมัยที่สองด้วยนโยบายที่ดุดันราวกับ “ลูกตุ้มเหล็ก” ที่ทุบทำลายล้างขนบการเมืองแบบเดิม
ในปีที่สองของการดำรงตำแหน่งวาระนี้ ทรัมป์พยายามที่จะเปลี่ยนบทบาทจากการเป็น “ผู้รื้อถอน” ไปสู่การสร้างมรดกทางการเมืองที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ในโลกแห่งความเป็นจริงการเมือง ปี 2569 จะเป็นปีที่ทรัมป์ต้องเผชิญกับภาระงานที่หนักอึ้ง ท่ามกลางเวลาที่งวดเข้ามาทุกขณะ สำหรับผู้นำสหรัฐวัย 79 ปี โดยเฉพาะเมื่อการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพ.ย. ใกล้เข้ามา ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญก่อนที่พรรครีพับลิกันจะต้องเริ่มพิจารณาอนาคตของพรรค เมื่อทรัมป์หมดวาระในช่วงต้นปี 2572

ความท้าทายในปีที่สองและคำมั่นสัญญาที่ต้องรักษา
ความท้าทายเร่งด่วนของทรัมป์คือ การทำตามสัญญาที่ให้ไว้ในปีแรกของการหวนคืนสู่ทำเนียบขาว ซึ่งเป็นการใช้อำนาจประธานาธิบดีในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และมาถึงจุดสูงสุดด้วยการรื้อถอนอาคารปีกตะวันออกของทำเนียบขาว
ในช่วง 100 วันแรก ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารจำนวนมาก เพื่อรื้อโครงสร้างรัฐบาลและปลดพนักงานรัฐระดับสหพันธรัฐ โดยมีนายอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีหมายเลขหนึ่งของโลกเป็นผู้สนับสนุนหลัก จนกระทั่งความสัมพันธ์ของทั้งคู่ต้องยุติ
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังดำเนินมาตรการกวาดล้างผู้อพยพ ส่งเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิเข้าไปยังเมืองที่อยู่ภายใต้การบริหารโดยพรรคเดโมแครต มุ่งเป้าล้างแค้นศัตรูทางการเมือง และใช้การขู่เข็ญทางกฎหมายเพื่อสยบภาคธุรกิจ มหาวิทยาลัย และองค์กรสื่ออีกหลายแห่ง
บนเวทีโลก ทรัมป์ยังคงบทบาท “ผู้สั่นคลอนระเบียบโลก” โดยนโยบายกำแพงภาษีของผู้นำสหรัฐส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก มีการจัดประชุมสุดยอดกับผู้นำอำนาจนิยมทั้งในรัสเซียและจีน รวมถึงนโยบายต่อยูเครนที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ซึ่งรวมถึงเหตุการณ์การปะทะคารมกับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ภายในห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาว เมื่อเดือนก.พ.
แม้ความพยายามของทรัมป์ ในการผลักดันสร้างสันติภาพในฉนวนกาซาจะประสบความสำเร็จ “ในระดับที่เปราะบาง” แต่สถานการณ์ในเวเนซุเอลากลับตึงเครียดขึ้น ท่ามกลางการวิเคราะห์ของหลายฝ่าย ว่าสหรัฐต้องการโค่นอำนาจประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา

มรสุมเศรษฐกิจและการเลือกตั้งกลางเทอม
ทรัมป์ยืนยันว่า แนวทางของตัวเองนั้นได้ผล โดยระบุว่า ” 9 เดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยม และเราต้องรักษาความต่อเนื่องนี้ไว้” อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐกำลังถูกจับตามองอย่างหนัก เนื่องจากข้อจำกัดในการดำรงตำแหน่งที่ไม่ต่อเนื่องกัน
บรรดานักวิจารณ์เชื่อว่า รอยร้าวเริ่มปรากฏให้เห็นจากการพ่ายแพ้ในศึกเลือกตั้งย่อยบางแห่ง ความกังวลเรื่องค่าครองชีพ และความขัดแย้งภายในพรรครีพับลิกันจากกรณีอื้อฉาวของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน โดยมีเป้าหมายหลักคือการเลือกตั้งกลางเทอม ในเดือนพ.ย. 2569 ซึ่งพรรคเดโมแครตหวังจะชิงเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรกลับคืน ท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชนต่อราคาสินค้าและคะแนนนิยมของทรัมป์ที่ลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์

ปี 2571 และการสืบทอดอำนาจที่อาจปะทุขึ้น
แม้ศาลสูงสุดอาจมีคำวินิจฉัยที่ไม่เป็นคุณต่อทรัมป์ในเรื่องกฎหมายภาษีศุลกากร แต่ทรัมป์ยังคงเดินหน้าขายแบรนด์การเมืองของเขาผ่านเหตุการณ์สำคัญ เช่น การเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก และการเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปี แห่งเอกราชของสหรัฐ หรือการสถาปนาประเทศ
เหล่าผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า สถานการณ์การสืบทอดอำนาจต่อจากทรัมป์จะ “ดุเดือด” ทันทีหลังจบการเลือกตั้งกลางเทอม โดยมีรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ เป็นตัวเต็ง เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่า เป็นทายาทการเมืองของทรัมป์ ขณะที่น.ส.มาร์จอรี เทย์เลอร์ กรีน อดีตพันธมิตรที่กลายเป็นคู่ขัดแย้ง ก็เริ่มถูกจับตามองในฐานะคู่แข่งที่อาจเกิดขึ้น
นอกจากนี้ ทรัมป์อาจเติมเชื้อไฟให้สถานการณ์ทางการเมืองร้อนแรงยิ่งขึ้น หากเขาส่งสัญญาณถึงการพยายามลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 3 ในปี 2571 แม้รัฐธรรมนูญของสหรัฐจะระบุห้ามไว้อย่างชัดเจนก็ตาม อย่างไรก็ดี ผู้สันทัดกรณีทางการเมืองสหรัฐหลายคนมองไปในทางเดียวกันว่า เมื่อพิจารณาจากนิสัยของทรัมป์ซึ่งชอบท้าทาย และไม่หวั่นเกรงกับการต่อสู้ทางกฎหมายในทุกเรื่อง หากทรัมป์ “อยากลองของ” ก็ไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมาย.
เครดิตภาพ : AFP, GETTY IMAGES
ทีมข่าวต่างประเทศ



