การเลือกตั้งทั่วไประยะที่หนึ่งของเมียนมา ในวันที่ 28 ธ.ค. 2568 ถือเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของเมียนมา นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2564 โดยรัฐบาลทหารเมียนมาพยายามใช้กระบวนการดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองและเปลี่ยนผ่านประเทศ ไปสู่สิ่งที่กองทัพเรียกว่า “ประชาธิปไตยแบบมีระเบียบวินัย” แม้อยู่ท่ามกลางบริบทของสงครามกลางเมืองที่รุนแรง การควบคุมพื้นที่ได้อย่างจำกัด และวิกฤติการณ์ด้านมนุษยธรรมในประเทศที่เลวร้ายลง จากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เมื่อเดือนมี.ค. 2568

จุดเริ่มต้นของการเลือกตั้งครั้งนี้หยั่งรากลึกมาจาก การที่กองทัพเมียนมาปฏิเสธยอมรับ ผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2563 ซึ่งพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ( เอ็นแอลดี ) ของนางออง ซาน ซูจี คว้าชัยชนะอย่างถล่มทลาย โดยกองทัพเมียนมาอ้างว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งหลายล้านคะแนน แม้คณะกรรมการการเลือกตั้งในเวลานั้น และผู้สังเกตการณ์นานาชาติยืนยันความโปร่งใส

ผู้สมัครของพรรคประชาชน ( พีพี ) ซึ่งบางส่วนเป็นอดีตสมาชิกพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ( เอ็นแอลดี ) ปราศรัยหาเสียง ที่เมืองย่างกุ้ง

หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมา ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ และให้คำมั่นจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายในหนึ่งปี แต่กำหนดการดังกล่าวมีอันต้องเลื่อนออกไปหลายครั้ง เนื่องจากการสู้รบที่ขยายตัวและการที่กองทัพสูญเสียการควบคุมพื้นที่ในหลายรัฐ

ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2551 กองทัพเมียนมาสามารถประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้นานที่สุดสองปี แต่รัฐบาลทหารเมียนมาชุดปัจจุบันใช้วิธีการขยายระยะเวลาออกไปครั้งละ 6 เดือน รวมทั้งสิ้น 7 ครั้ง จนกระทั่งสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ก.ค. 2568 ซึ่งตามกฎหมายรัฐธรรมนูญระบุว่า การเลือกตั้งทั่วไปต้องเกิดขึ้นภายใน 6 เดือนหลังสถานการณ์ฉุกเฉิน การกำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 28 ธ.ค. จึงเป็นการพยายามรักษาเส้นตายทางกฎหมายเพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่า รัฐบาลทหารยังคงเคารพในตัวบทรัฐธรรมนูญที่ตนเองร่างขึ้น

ผู้สมัครและผู้สนับสนุนของพรรคผู้บุกเบิกประชาชน ( พีพีพี ) ร่วมกิจกรรมหาเสียง ในเมืองย่างกุ้ง

เพื่อให้มั่นใจว่า กระบวนการเลือกตั้งจะดำเนินไปตามความต้องการของรัฐบาลทหาร จึงมีการประกาศใช้ “กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองการเลือกตั้งทั่วไปในระบอบประชาธิปไตยแบบหลายพรรค จากการขัดขวาง การก่อกวน และการทำลาย” เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2568 แต่กฎหมายฉบับนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ ว่าเป็นเครื่องมือในการกำจัดเสรีภาพในการแสดงออก และคุกคามประชาชนซึ่งมีความเห็นทางการเมืองไม่ตรงกับรัฐบาลทหาร

การเลือกตั้งทั่วไปของเมียนมาในครั้งนี้ มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงจากระบบ “เสียงข้างมากธรรมดา” เป็นระบบ “สัดส่วนในหลายระดับ” ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้พรรคการเมืองพรรคเดียวได้รับชัยชนะแบบถล่มทลาย และเพื่อเปิดโอกาสให้พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา ( ยูเอสดีพี ) ซึ่งเป็นพรรคที่กองทัพเมียนมาสนับสนุน และพรรคพันธมิตรขนาดเล็ก ได้รับที่นั่งมากขึ้นในสภา แม้อาจไม่สามารถครองเสียงข้างมากได้อย่างเด็ดขาดก็ตาม

นอกจากนี้ เมื่อรวมกับที่นั่ง 25% ซึ่งสงวนไว้สำหรับตัวแทนจากกองทัพตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2551 การนำระบบนี้มาใช้ จะทำให้พรรคยูเอสดีพีและบรรดาพรรคนอมินีต้องการคะแนนเสียงจากประชาชนเพียงประมาณ 33% เท่านั้น เพื่อให้สามารถครองเสียงข้างมากและจัดตั้งรัฐบาลได้

แผ่นป้ายหาเสียงของผู้สมัครจากพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา ( ยูเอสดีพี ) ที่เมืองมัณฑะเลย์

ขณะที่การปรับเปลี่ยนพื้นที่เขตเลือกตั้งเป็นอีกปัจจัยที่น่าสนใจ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบันของเมียนมา ใช้วิธีรวมเมืองหลายแห่งเข้าด้วยกัน ให้เป็นเขตเลือกตั้งขนาดใหญ่แบบหลายสมาชิก ทำให้กองทัพสามารถจัดการการเลือกตั้ง ภายในเขตอิทธิพลของตัวเอง หรือภายในพื้นที่ปลอดภัยกว่า และรวมคะแนนจากพื้นที่ห่างไกลเข้าด้วยกัน

อนึ่ง เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของเมียนมาด้วย ที่จะมีการนำเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่กำหนดเฉพาะในเขตเมืองใหญ่และเขตอิทธิพลของรัฐบาลทหาร อย่างไรก็ตาม สหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) แสดงความกังวลว่า ระบบดังกล่าวอาจถูกนำไปใช้เพื่อ “สอดแนมทางอิเล็กทรอนิกส์ต่อมวลชน” เนื่องจากมีการใช้ข้อมูลชีวมิติ และระบบการจัดเก็บข้อมูลแบบดิจิทัลที่อาจเชื่อมโยงตัวตนของผู้ลงคะแนนเข้ากับบัตรเลือกตั้ง และผู้ที่ไม่ได้เลือกผู้สมัครของพรรคซึ่งเป็นพันธมิตรกับกองทัพอาจถูกสอดแนม ติดตาม และลงโทษในภายหลัง

เนื่องจากสภาวะสงครามกลางเมืองในหลายพื้นที่ รัฐบาลทหารเมียนมาของพล.อ.มิน อ่อง หล่าย จึงยอมรับว่า การเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้ไม่อาจเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ จึงตัดสินใจใช้กลยุทธ์จัดการเลือกตั้งแบบแบ่งระยะ ซึ่งระยะแรกคือวันที่ 28 ธ.ค. เกิดขึ้นใน 102 เมือง ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ และพื้นที่เขตเมืองที่กองทัพควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ส่วนการลงคะแนนระยะที่ 2 มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 11 ม.ค. 2569 ครอบคลุมอีก 100 เมือง และระยะที่ 3 จะจัดขึ้นในวันที่ 25 ม.ค. 2569

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศว่า “มีพื้นที่ซึ่งไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้อย่างแน่นอน” เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบและความล้มเหลวในการควบคุมพื้นที่ โดยมีการยกเลิกการลงคะแนนในเขตเลือกตั้ง 121 แห่ง ใน 56 เมือง และในระดับย่อยคือแขวงและหมู่บ้านอีกกว่า 2,931 แห่ง ซึ่งคิดเป็นประมาณ 17% ของหน่วยปกครองพื้นฐานทั้งหมดในเมียนมา ทำให้เกิดคำถามว่า ผลการเลือกตั้งจะสามารถเรียกได้ว่าเป็น “การเลือกตั้งทั่วไปของคนทั้งประเทศ” ได้อย่างไร เมื่อประชากรในพื้นที่ขัดแย้งจำนวนมหาศาลถูกตัดสิทธิโดยปริยาย

นอกจากนี้ หลังการประกาศใช้กฎหมายลงทะเบียนพรรคการเมืองฉบับใหม่ เมื่อปี 2566 พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ( เอ็นแอลดี ) ถูกยุบโดยอัตโนมัติ เนื่องจากปฏิเสธที่จะลงทะเบียนภายใต้กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดของกองทัพ การเลือกตั้งทั่วไปของเมียนมาในครั้งนี้ จึงเหลือเพียงพรรคที่กองทัพให้การรับรอง หรือเป็นพันธมิตรกันเท่านั้น

การเลือกตั้งทั่วไปของเมียนมาในครั้งนี้ แม้มีความสำคัญ แต่ในเวลาเดียวกันเต็มไปด้วยความเสี่ยง เนื่องจากอาจกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้สงครามกลางเมืองรุนแรงขึ้น เพราะกองกำลังฝ่ายต่อต้านแทบทุกกลุ่มต่างประกาศอย่างชัดเจน ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คือ “กับดัก” และจะยกระดับการสู้รบเพื่อขัดขวางกระบวนการนี้ ขณะที่กองทัพเมียนมาอาจใช้ความล้มเหลวในการจัดเลือกตั้งในบางพื้นที่ เป็นข้ออ้างในการโจมตีทางอากาศและปราบปรามทางทหารที่รุนแรงยิ่งขึ้น

หากการเลือกตั้งเสร็จสิ้นตามกำหนดในเดือนม.ค. 2569 เมียนมาอาจมี “รัฐบาลใหม่” ที่มีภาพลักษณ์เป็นพลเรือนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม โครงสร้างอำนาจที่แท้จริงน่าจะยังคงอยู่ในมือของสภาความมั่นคงที่นำโดยทหาร ซึ่งจะทำให้ความขัดแย้งในประเทศซับซ้อนและยืดเยื้อนานขึ้นไปอีกหลายทศวรรษ ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจและสังคมที่ประชาชนในเมียนมาต้องแบกรับร่วมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : AFP