อยากจะดีใจ กับผลการประชุม คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) หลัง “ไทย-กัมพูชา” เห็นชอบร่วมกัน กำหนดให้มีการหยุดยิงอย่างเป็นทางการ พร้อมมีการสังเกต การณ์หยุดยิง เป็นระยะเวลา 72 ชั่วโมง แต่พอคิดถึงสันดานผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน ที่เป็นคู่ขัดแย้งกับไทย เลยไม่อยากเชื่อ “ฮุน เซน” จะยอมปฏิบัติตามสัญญา
คิดง่าย ๆ ที่ผ่านมาโดยฝ่ายไทย ได้จัดชุด เก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (อีโอดี) ปฏิบัติการตรวจสอบ และเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง แต่ฝ่ายกัมพูชาไม่เคยให้ความร่วมมือ
อีกทั้งก่อนที่จะมีการทำ ข้อตกลงหยุดยิง รายงานจากกองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า เกิดเหตุกำลังพล ประสบอุบัติเหตุ จากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ชนิด PMN-2 ระหว่างการปฏิบัติภารกิจ ในพื้นที่เขาสัตตะโสม จ.ศรีสะเกษ ส่งผลให้ พลทหาร นรินทร์ เงาไพร ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาข้างขวาขาด ซึ่งถือเป็นนายทหารรายที่ 10 และที่ผ่านมา “กัมพูชา” ไม่เคยแสดงความ
รับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น
มิหนำซ้ำยัง ปรากฏข้อมูล บิดเบือนจากสื่อกัมพูชา กล่าวหาฝ่ายไทย มีการใช้อาวุธเคมี และสารพิษในการปฏิบัติการทางทหาร โดยมีการ เผยแพร่ภาพเครื่องบิน ที่ถูกกล่าวหาว่าปล่อยสารพิษ ภาพทหารกัมพูชา สวมหน้ากากป้องกัน สารเคมีประเภทต่าง ๆ รวมทั้งภาพปลอก กระสุนฟอสฟอรัส ภาพศพทหาร ในสภาพเน่าเปื่อย ตลอดจนการอ้างอิงนักวิชาการต่างชาติด้านสารพิษเข้ามาตรวจสอบ เรียกว่า ขายความเท็จ กันอย่างเต็มที่
ขณะที่ ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ได้สรุปผลประชุมจีบีซี สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3/2568 นอกเหนือจากให้หยุดยิงเป็นเวลา 72 ชั่วโมง โดยทั้งสองฝ่ายจึงเห็นพ้อง ให้มีกลไกทำงานร่วม ด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมอย่างเป็นระบบ ปลอดภัยและโปร่งใส ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จ ก่อนขั้นตอนสำรวจ และจัดทำหลักเขต แดนในระยะต่อไป
พร้อมย้ำว่า สาเหตุไทยไม่รบต่อ เพราะการรบของไทยและกัมพูชาที่ผ่านมา ได้เกิดขึ้นสองครั้งแล้ว ครั้งที่หนึ่งเป็นเวลา 5 วัน ในห้วง 24-28 ก.ค. 68 และครั้งที่สอง เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค. 68 จนถึงตอนนี้ เป็นเวลาเกือบ 20 วัน แล้ว ซึ่ง
ผลของการปฏิบัติทางทหารจนถึงปัจจุบัน ถือว่า ฝ่ายเราบรรลุเป้าหมาย ทางทหารแล้ว
สามารถควบคุม ภูมิประเทศสำคัญ ในพื้นที่เขตอธิปไตย ที่มีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนไว้ได้แล้วและหากเรา ทำการรบต่อไป ความชอบธรรมของไทยในเวทีโลก ก็จะเริ่มลดลง นอกจากนี้ เราอาจต้อง สูญเสียชีวิต และทรัพย์สิน ของประชาชนและทหารเพิ่มขึ้นอีก
ส่วนเรื่องการ ปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นาย จะพิจารณาหลังการหยุดยิง เป็นไปอย่างต่อเนื่องและสงบลงแล้วตามกรอบเฝ้าสังเกตการณ์ เพื่อแสดงความสุจริตใจ สร้างความเชื่อมั่น และเป็นไปตามหลักมนุษยธรรม พร้อมมั่นใจว่าครั้งนี้จะไม่ซ้ำรอยเดิม เหตุเราได้กำหนด มาตรการที่ชัดเจนขึ้น ทั้งเวลาเริ่มหยุดยิงที่ผูกกับการลงนาม การคงกำลังระดับปัจจุบัน
แต่เชื่อเถอะวันใดวันหนึ่ง เมื่อ “กัมพูชา” ฟื้นฟู ความเสียหายที่เกิดขึ้น รับรองได้เลย ต้องหาทางยึดคืนพื้นที่ที่เคย รุกล้ำอธิปไตยไทย เพราะเขาเชื่อไปแล้วว่าเป็นของประเทศตัวเอง แต่ถ้าจะให้ รบแบบยืดเยื้อ ทำลายเพื่อนบ้านให้สิ้นซาก ก็จะสุ่มเสี่ยงว่า ไทยจะสูญเสีย ทั้งชีวิตทหารและพลเรือน รวมทั้งมีผลกระทบ กับเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องการค้าขายและการท่องเที่ยว
ต้องถือเป็น บทเรียนผู้นำไทย ในอนาคต คิดจะคบกับเพื่อนบ้าน ต้องศึกษาประวัติความเป็นมาให้ลึกซึ้ง ประเภทลิ้นสองแฉก ชอบแว้งกัดเราลับหลัง ต้องรับมือให้ดี ไม่ปล่อยให้เข้ามาล่วงล้ำผืนแผ่นดินไทย จนกลายเป็น ปัญหายืดเยื้อ จนมาถึงทุกวันนี้.
“เขื่อนขันธ์”