@@… เริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ของปี ม้าทอง 2569 อันดับแรกนอกจากจะขออวยพรปีใหม่แด่ทุกท่านพร้อมครอบครัวแล้ว คงต้องขอ สดุดีเชิดชู “วีรบุรุษทหารกล้า” ทุกท่านยอมพลีชีพและบาดเจ็บเพื่อปกป้องอธิปไตยผืนแผ่นดินไทย ทำหน้าที่อย่างสมความภาคภูมิ ชื่อเสียงวีรกรรมอันหาญกล้าของทุก ๆ ท่านใน สมรภูมิชายแดนไทย–กัมพูชา 2568 จะถูกจดจำเล่าขานเป็นตำนานประวัติศาสตร์ให้ลูกหลานไทยได้จดจำไปตลอดกาล ถึง การปฏิบัติภารกิจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของ “กองทัพไทย” นำโดย พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผบ.ทสส., พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ., พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร. พล.อ.อ.เสกสรร คัณธา ผบ.ทอ. และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ประสานนำกำลังทั้ง ทหารบก–เรือ–อากาศ–ตำรวจ ร่วมกันทำหน้าที่ได้แบบสมความภาคภูมิ ที่สำคัญยังเป็นคำตอบสะท้อนไปยังกลุ่มบุคคลที่เคยถาม “มีทหารไว้ทำไม?”

@@… ภายหลังจากครบ 72 ชั่วโมงในการหยุดยิงในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ซึ่งลงไปเกาะติดอยู่ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เคยกล่าวเอาไว้อย่างหนักแน่น เป้าหมายคือ กองทัพบก จะทำให้กัมพูชาสิ้นสภาพขีดความสามารถทางการทหารไปอีกยาวนาน เพื่อความปลอดภัยของลูกหลานของเรา หลังสิ้นเสียงปืน 28 ธ.ค.2568 พล.อ.ชัยพฤกษ์ พร้อมด้วย พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พล.ต.สมภพ ภาระเวช ผบ.กองกำลังสุรนารี และคณะ ลงพื้นที่ตรวจภูมิประเทศ ยืนยันการควบคุมพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างสมบูรณ์ ธงไตรรงค์โบกสะบัดอย่างสง่างาม บนผืนแผ่นดินไทย พล.อ.ชัยพฤกษ์ ขอยืมคำน้อง ๆ ทหารหาญในแนวหน้ามาใช้ “ที่ที่เราเหยียบ แผ่นดินที่เรายืน จะเป็นของลูกหลานเราตราบชั่วกัลปาวสาน”

@@… หลังจากหยุดยิงประเทศไทย ได้ส่ง ทหารชาวกัมพูชา 18 นาย ที่ถูกทางการไทยควบคุมตัว กลับสู่มาตุภูมิ ซึ่งเป็นการดำเนินการตาม ข้อ 11 ของถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ได้ลงนามในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2568 ระบุว่าไทยจะส่ง ทหารกัมพูชา 18 นาย กลับกัมพูชา ภายหลังจากการหยุดยิงเป็นเวลาต่อเนื่อง 72 ชั่วโมง และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของถ้อยแถลงร่วม (Joint Declaration) ระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ลงนามเมื่อวันที่ 26 ต.ค.2568 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ขณะเดียวกัน วันที่ 31 ธ.ค.2568 สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ออกคำแถลงการณ์ประเด็นสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา มีเนื้อหาสรุป 7 ข้อ อาทิ 1.) สมช. ยินดีกับแถลงการณ์ร่วมจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา สะท้อนให้เห็นความจริงใจของไทยในการแก้ความขัดแย้งด้วยสันติวิธี 2.) สมช. ขอยืนยันว่าการลงนามในแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว เป็นผลจากการพิจารณาและตัดสินใจร่วมกันของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ ที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองชีวิตและความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่และประชาชน ในกรณีที่ประเทศไทยถูกละเมิดอธิปไตยหรือถูกรุกรานอีกครั้ง ประเทศไทยมีความจำเป็นและมีสิทธิอันชอบธรรมในการใช้สิทธิ

3.) ประเด็นการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา สมช. บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ และประชาชนอย่างเหมาะสม 4.)ประเด็นด้านมนุษยธรรม ประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองชีวิต ศักดิ์ศรี และความปลอดภัยของบุคคลที่ไม่เข้าร่วมการสู้รบเป็นหลัก จึงนำมาซึ่งการปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชาจำนวน 18 คน (31 ธันวาคม 2568) ตามมติ สมช. ครั้งที่ 18/2568 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมและพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ประเทศไทยคาดหวังให้กัมพูชาแสดงท่าทีและบทบาทอย่างเป็นรูปธรรมตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักมนุษยธรรมในลักษณะเดียวกัน เช่น การคุ้มครองสวัสดิภาพและอำนวยความสะดวก คนไทยในกัมพูชาให้กลับประเทศได้อย่างปลอดภัย การป้องกันอันตรายจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า
5.) ประเด็นการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ และการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต เมื่อวันที่ 17-18 ธันวาคม 2568 กระทรวงการต่างประเทศของไทยร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ หลอกลวงทางไซเบอร์และการค้ามนุษย์ร่วมกับกัมพูชา แต่ไม่มีความคืบหน้า จึงต้องการเห็นกัมพูชาร่วมมือการปราบปรามอย่างเด็ดขาดและเป็นรูปธรรม

6.) ประเด็นเขตแดน การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจะดำเนินการภายใต้กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชา ซึ่งไทยปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ และสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้อง และยึดถือตาม แผนที่ 1 : 50,000 เป็นหลัก เนื่องจากมีความชัดเจน ถูกต้องแม่นยำ การประชุม JBC ที่จะมีขึ้นในอนาคตจำเป็นต้องคำนึงถึงเงื่อนไขและห้วงเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากรัฐบาลปัจจุบันเป็นรัฐบาลรักษาการ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในอนาคตที่จะพิจารณาการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวต่อไป ซึ่งอาจมีการทบทวน บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (MOU 2543) จึงต้องคำนึงถึงเงื่อนไขในอนาคตด้วย และ 7.) สุดท้ายนี้ ยืนยันว่าประเทศไทยจะดำรงการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมฯ ตราบเท่าที่กัมพูชาจะดำเนินการตามแถลงการณ์ร่วมฯ ดังกล่าวเช่นเดียวกัน ดังนั้นเจ้าหน้าที่ทหารจะดำรงความพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน ความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ ตลอดจนความปลอดภัยสูงสุดของประชาชนเป็นสำคัญ



@@… ในช่วงหยุดเทศกาลปีใหม่ สมรภูมิชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งพื้นที่อีสานใต้ ในการดูแลของ กองทัพภาคที่ 2 และ กองกำลังสุรนารี ภาพรวมตลอดแนวชายแดนยังคงสงบ “แต่ยังไม่สามารถวางใจ” พื้นที่หลักหลายจังหวัดแม้จะไม่พบความเคลื่อนไหวผิดปกติ แต่ฝ่ายกัมพูชายังคงเดินหน้าเสริมความแข็งแรงที่มั่นอย่างต่อเนื่อง หากไล่เรียงจาก พื้นที่ช่องบกและช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี ไร้สัญญาณเคลื่อนไหวสำคัญ ด้าน จ.ศรีสะเกษ ตั้งแต่ช่องซำแต–โดนตวล–ภูผี–สัตตะโสม–พนมประสิทธิโส–ช่องตาเฒ่า รวมถึงแนวปราสาทพระวิหาร–ผามออีแดง–ห้วยตามาเรีย สถานการณ์ยังคงนิ่ง ส่วนชายแดนด้านจังหวัดสุรินทร์ พื้นที่ปราสาทตาควาย–เนิน 350 และปราสาทตาเมือนธม ไม่พบความเคลื่อนไหวเพิ่มเติม เช่นเดียวกับ ช่องจอม–ช่องระยี–ปลดต่าง และช่องสายตะกู จ.บุรีรัมย์ ยังคงเงียบสงบ ถึงจะไม่พบการบุกรุกพื้นที่ แต่เชื่อว่าฝ่ายกัมพูชายังรักษาระดับเตรียมพร้อม เน้นเสริมที่มั่น ลำเลียงยุทโธปกรณ์ ควบคุมข้อมูลข่าวสาร เร่งดัดแปลงที่มั่น ฯลฯ จึงเป็นเรื่องที่ไทยยังไว้วางใจไม่ได้.

ลุยตรวจพื้นที่…พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร. พร้อมด้วย พล.ร.ท.อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผบ.หน่วยนาวิกโยธิน และ ผบ.กปช.จต. (กองป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด) นำคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติภารกิจของกำลังพล ณ ฐานปฏิบัติการบ้านท่าเส้น (กาสิโนทมอดา) และฐานปฏิบัติการบ้านหนองรี (บ้านสามหลัง) จ.ตราด

ควบคุมอธิปไตย…พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก พร้อมด้วย พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2, พล.ต.สมภพ ภาระเวช ผบ.กองกำลังสุรนารี นำคณะทยอยลงพื้นที่ตรวจภูมิประเทศ กองทัพภาคที่ 2 ไม่ว่าจะเป็น เนิน 350 และ ปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ ยืนยันการควบคุมพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างสมบูรณ์

ด้วยหัวใจที่ทุ่มเท… พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. กองทัพอากาศ ขอบคุณข้าราชการทหารอากาศทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการปฎิบัติภารกิจช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในยามวิกฤต ด้วยหัวใจที่ทุ่มเท เสียสละเพื่อพี่น้องชาวไทยทุกท่านคือความภาคภูมิใจของพวกเราชาวกองทัพอากาศ “YOU MAKE US PROUD”.

ปักธงชาติไทย ...ทหารหน่วย พัน.ร.24 (ร.3 พัน.3 ประกอบกำลังกับ ร.3 พัน.1 และ ร.3 พัน.2) พร้อมด้วยหน่วยสนับสนุน (เหล่าทหารม้า, เหล่าทหารปืนใหญ่, เหล่าทหารช่าง, ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน) และหน่วยขึ้นควบคุมทางยุทธการ (กองร้อยทหารพราน) จัดกำลังยึดควบคุมภูมิประเทศบริเวณพื้นที่“ช่องเสม็ด” ทางตะวันออกของปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ โดยควบคุมพื้นที่ตามแนวสันปันน้ำ ทำลายฐานที่ตั้งของฝ่ายตรงข้าม ยึดอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมาก.

เสริมความมั่นคง … พล.ร.ท.อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผบ.หน่วยนาวิกโยธิน /ผบ.ป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (ผบ.กปช.จต.) เดินทางไปตรวจพื้นที่แนวรบด้วยตนเอง พร้อมเยี่ยมบำรุงขวัญกำลังพล ฉก.นย.ตราด ภายหลังการปฏิบัติการ ”ตราดปราบปรปักษ์”เข้ายึดคืนผืนแผ่นดินประเทศไทยได้สำเร็จ จำนวน 2 ที่หมาย ได้แก่ พื้นที่บ้านท่าเส้น (คาสิโนทมอดา) และพื้นที่บ้านหนองรี (บ้านสามหลัง) จ.ตราด จึงติดตามและอำนวยการจัดกำลังวางแผนจัดระเบียบพื้นที่และเสริมสร้างความมั่นคงของที่มั่นอย่างรัดกุมทั้งสองพื้นที่.

เยี่ยมให้กำลังใจ…. พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1/ ผบ.ศปก.ทภ.1 และคณะ พร้อมด้วย พ.อ.สุชญาณ ศรีตระกูล รอง ผอ.รมน.จ.สระแก้ว เดินทางเยี่ยมให้กำลังใจและมอบสิ่งของเครื่องอุปโภค-บริโภค ให้กับประชาชนที่อพยพมาอยู่ ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว จ.สระแก้ว เพื่อให้กำลังใจ พี่น้องประชาชน ขอให้ติดตามสถานการณ์และรับฟังคำแนะนำของส่วนราชการในพื้นที่ในการปฏิบัติตัวเพื่อความปลอดภัย.
“ผู้พันบานเย็น”



