ว่ากันว่า…เศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะมีอาการสาหัสสากรรจ์ โดยเชื่อว่าจะขยายตัวในอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี หรือในรอบ 3 ทศวรรษ

หลายสำนักวิจัยประเมินว่าจีดีพีไทยในปีนี้จะเติบโตต่ำกว่า 2% หรือคาดว่าเติบโตได้เพียงแค่ 1.5-1.6% เท่านั้น ด้วยเพราะมีสารพัดปัจจัยที่เข้ามากดดัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นหลักที่ 60-70% แต่เมื่อถูกแรงกดดันจากภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์”

บรรดาผู้ส่งออก ต่างเร่งส่งออกในปีที่ผ่านมา เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน้อยอีก 19%  จนทำให้การส่งออกในช่วง 11 เดือนของปีที่แล้ว พุ่งสูงสุดในประวัติศาสตร์

มูลค่าการส่งออกมีมากกว่า 10.207 ล้านล้านบาท หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 12.6% ซึ่งเป็นมูลค่าที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับตั้งแต่มีการส่งออกสินค้า

ไม่ใช่เรื่องแปลก!! ที่ผู้ส่งออก ภาคเอกชน ก็ต้องป้องกันความเสี่ยงเพื่อปกป้องธุรกิจไม่ให้เจ๊งระเนระนาด ต้อง…แก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันไปก่อน

แล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกเช่นกัน ในเมื่อเร่งส่งออกเกินความจริงไปมากมายขนาดนั้น ผลลัพธ์ที่ตามมา ออเดอร์ใหม่จะมีเข้ามาได้แค่ไหน นี่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่

หลายสำนักวิจัยเศรษฐกิจ ประเมินกันว่า ในปี 2569 นี้ การส่งออกไทยจะไม่ขยายตัว หรือ เผลอ ๆ อาจติดลบไปด้วยซ้ำ

ไม่ใช่แค่เพียงการใช้นโยบายภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีทรัมป์ เท่านั้นที่กดดันเศรษฐกิจไทย เพราะยังมีปัจจัยเรื่องการค้าโลก เศรษฐกิจโลก ที่มีปัญหา

ด้วยเหตุนี้… การหวังพึ่ง “การท่องเที่ยว” ที่เป็นพระเอกสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็ไม่เป็นไปตามที่คาด

เพราะล่าสุด รายได้จากการท่องเที่ยวในปีที่ผ่านมาก็ติดลบมากถึง 4.71%  โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยเพียง 33 ล้านคน ลดลงมากถึง 7%  ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย มาเป็นอันดับ 1 ขณะที่นักท่องเที่ยวจีน ที่เคยเป็นซูเปอร์สตาร์ ก็หล่นไปอยู่อันดับสอง ที่ 4.47 ล้านคน

ดังนั้น… โอกาสของการนำเรื่องของการท่องเที่ยว มาช่วยสนับสนุนรายได้ของประเทศในปีนี้ ก็เป็นเรื่องที่ยาก ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานกันอย่างหนัก

อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ของคนไทย ที่ถือว่าเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจไม่น้อย ก็หนีไม่พ้นเรื่องของการเป็น “หนี้” ที่พบว่าหนี้ครัวเรือนไทยได้พุ่งสูงสุดในรอบ 4 ปี โดยอยู่ที่ประมาณครัวเรือนละ 7 แสนบาท

ในเมื่อครัวเรือนยังเป็นหนี้ในอัตราที่สูง ความสามารถในการบริโภค การจับจ่ายใช้สอยก็ย่อมต้องลดน้อยหดตามไปด้วย ท่ามกลายรายได้ที่เพิ่มไม่ทันกับรายจ่าย นั่น…ย่อมกดให้การบริโภคภาคเอชนถดถอยตามไปด้วยเช่นกัน

เครื่องจักรใหญ่ในปี 2569 ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไปได้ จึงหนีไม่พ้นเรื่องของ “การลงทุน” ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน

แต่ก็อีกนั่นแหล่ะในเมื่อการเมืองไทยยังอยู่ระหว่าง “คาบลูกคาบดอก” ว่าจะได้นายกรัฐมนตรีคนเดิมอย่าง “อนุทิน ชาญวีรกูล” หรือไม่ ยังตอบไม่ได้?

ความไม่มั่นใจในสถานการณ์การเมือง จึงกลายเป็นอีกหนึ่งที่เข้ามาปัจจัยกดดันเศรษฐกิจเช่นกัน ต่อให้เอกชนจะชาชินกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

แต่!! ก็ปฎิเสธไม่ได้เช่นกัน ว่า “นโยบายที่ไม่ต่อเนื่อง” ก็มีผลกระทบต่อการทำมาหากินของภาคธุรกิจไม่น้อย เพราะไม่รู้ว่าเมื่อลงทุนไปแล้วจะอยู่รอดหรือไม่? หากรัฐบาลไม่สนับสนุน

ขณะที่การลงทุนภาครัฐ ที่ย่อมต้องได้รับผลกระทบแน่นอนจากนโยบายของรัฐบาล เพราะย่อมต้องขึ้นอยู่กับว่าพรรคใด ค่ายใด ที่จะเข้ามาเป็นผู้นำรัฐบาล

เช่นเดียวกับเรื่องของการล่าช้าในการผลักดัน “งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570”  ที่ต้องล่าช้าออกไป จนกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่

สารพัดสารพันปัญหาเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นใน “ปีม้าไฟ” จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้ทีมบริหารเศรษฐกิจที่ “มีฝีมือ” ที่ “ทำเป็น” เพื่อพาคนไทยทั้งประเทศให้อยู่รอด!!

……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”

อ่านบทความทั้งหมดคลิกที่นี่