การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ ภายใต้การบริหารสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นำไปสู่การก่อรูปของระเบียบโลกใหม่ ที่มีการจำกัดความว่าเป็น “จักรวรรดินิยมใหม่” หรือ “จักรวรรดินิยมแบบมากา” ที่หมายถึงอุดมการณ์ “ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่” ( Make America Great Again – MAGA )

การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่เพียงการล่าถอยของมหาอำนาจเข้าสู่ลัทธิโดดเดี่ยว ตามที่เคยมีการคาดการณ์ไว้ในช่วงแรก แต่เป็นการปรับทิศทางทางยุทธศาสตร์จากการรักษา “ระเบียบโลกเสรีนิยม” ซึ่งเน้นความร่วมมือพหุภาคีและกฎเกณฑ์สากล ไปสู่การสร้างจักรวรรดิที่ตั้งอยู่บนอำนาจดิบ การทำธุรกรรมที่แสวงหาผลประโยชน์สูงสุด และการประกาศเขตอิทธิพลที่ชัดเจนโดยเฉพาะในซีกโลกตะวันตก.

หัวใจสำคัญของการดำเนินนโยบาย คือการรื้อฟื้นและขยายขอบเขตของลัทธิมอนโร เมื่อนานกว่า 200 ปีที่แล้ว ให้กลายเป็นสิ่งที่ทรัมป์เรียกว่า “ลัทธิดอนโร” ตามชื่อของตัวเอง ซึ่งเป็นการประกาศอำนาจความเป็นเจ้าอิทธิพลแต่เพียงผู้เดียวเหนือทวีปอเมริกาอย่างเบ็ดเสร็จ และไม่เปิดช่องให้มีการท้าทายจากมหาอำนาจนอกภูมิภาค นโยบายดังกล่าวมาพร้อมกับ “บทขยายของทรัมป์” ที่ให้อำนาจสหรัฐในการเข้าแทรกแซงประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการเข้าถึงทรัพยากรพลังงาน

นับตั้งแต่ปี 2488 สหรัฐวางรากฐานระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนสถาบันพหุภาคี การค้าเสรี และการส่งเสริมค่านิยมประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม แผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐประจำปี 2568 ละทิ้งอุดมการณ์เหล่านี้อย่างเป็นทางการ เนื่องจากมองว่าความพยายามในการครอบงำโลกผ่านแนวคิดแบบเสรีนิยม เป็นความล้มเหลวเชิงโครงสร้างที่ทำลายฐานอุตสาหกรรมและชนชั้นกลางของอเมริกาเอง

ประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร ผู้นำคนที่ 5 ของสหรัฐ

รัฐบาลทรัมป์เปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อโลกจากการเป็น “ตำรวจโลก” มาเป็น “มหาอำนาจเชิงธุรกรรม” ที่มองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านเลนส์ของผลประโยชน์ที่จับต้องได้ และการแสวงหาชัยชนะในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงการยอมรับในความเสื่อมถอยของความสามารถในการครองโลก จึงหันมาเน้นการสร้าง “สมดุลของอำนาจ” ในภูมิภาคต่าง ๆ แทน รวมถึงการถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง โดยมองว่าองค์กรเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายตามอำเภอใจของสหรัฐ และเป็นช่องทางที่มหาอำนาจอื่นใช้เพื่อบั่นทอนอำนาจของอเมริกา

หลักฐานเชิงลึกแสดงให้เห็นว่าจักรวรรดินิยมใหม่นี้มีลักษณะของ “ลัทธิชาตินิยมเชิงอารยธรรม” โดยรัฐบาลทรัมป์มองว่ายุโรปและพันธมิตรตะวันตก กำลังเผชิญกับการ “ลบล้างทางอารยธรรม” เนื่องจากการสูญเสียความมั่นใจในตนเองและการเปิดรับการย้ายถิ่นฐานขนานใหญ่ แผนยุทธศาสตร์ใหม่จึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างความแข็งแกร่งภายในอเมริกาและการคุ้มครอง “พื้นที่ส่วนตัว” ของอเมริกาในซีกโลกตะวันตก แทนที่จะพยายามแก้ไขปัญหาในตะวันออกกลางหรือยุโรปตะวันออกอย่างที่เคยปฏิบัติมา

“ลัทธิดอนโร” จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการนิยามความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับประเทศในอเมริกาเหนือและใต้ แม้ตามหลักการของลัทธิมอนโรในปี 2366 มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้ลัทธิอาณานิคมของยุโรปกลับมาขยายตัวในทวีปอเมริกา แต่ในฉบับ “ดอนโร” ทรัมป์ปรับปรุงให้เป็นเครื่องมือในการ “รุก” มากกว่า “รับ” โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการขับไล่อิทธิพลทางเศรษฐกิจและการทหารของจีนและรัสเซียออกจากภูมิภาค และรับรองว่าสหรัฐจะมีอำนาจตัดสินใจในกิจการที่สำคัญของประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด

บทขยายทางนโยบายของทรัมป์ได้รับการขยาย ความจากบทขยายของประธานาธิบดีธีโอดอร์ รูสเวลต์ เมื่อปี 2477 โดยระบุชัดเจนว่า สหรัฐมีสิทธิในการใช้ “อำนาจในฐานะตำรวจสากล” เพื่อจัดการกับ “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” ยาเสพติด และการอพยพ การตีความนี้กว้างขวางจนครอบคลุมถึงการส่งกำลังทหารเข้าไปในเม็กซิโกเพื่อถล่มกลุ่มค้ายาเสพติดด้วยโดรน หรือการบังคับใช้มาตรการรุนแรงต่อโคลอมเบีย หากไม่สามารถลดการส่งออกยาเสพติดได้ตามเป้าหมาย

ข้อเติมแต่งดังกล่าวเปลี่ยนสถานะของประเทศในอเมริกาใต้จาก “พันธมิตร” ให้กลายเป็น “เขตคุ้มครอง” โดยพฤตินัย ซึ่งอธิปไตยของประเทศเหล่านี้จะได้รับความเคารพ ก็ต่อเมื่อไม่ขัดต่อผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐเท่านั้น สิ่งนี้สร้างความตึงเครียดอย่างสูงในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีผู้นำฝ่ายซ้ายอย่างเม็กซิโก โคลอมเบีย และบราซิล

สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับเวเนซุเอลาบ่งชี้ว่า สหรัฐกำลังปฏิบัติกับเวเนซุเอลา ในฐานะ “อาณานิคมโดยพฤตินัย” โดยทรัมป์ประกาศว่า สหรัฐจะเป็นผู้ “บริหาร” เวเนซุเอลาเอง จนกว่า “การเปลี่ยนผ่าน” จะเป็นไปอย่างราบรื่น

อย่างไรก็ตาม การที่สหรัฐบุกเข้าไปจับกุมประมุขแห่งรัฐถึงในดินแดนของตนเอง โดยไม่มีมติจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ( ยูเอ็นเอสซี ) ถือเป็นการละทิ้งหลักการเคารพอธิปไตยเหนือดินแดนอย่างสมบูรณ์ และสร้างบรรทัดฐานที่อันตรายสำหรับความมั่นคงทั่วโลก

สิ่งที่ทำให้จักรวรรดินิยมยุคทรัมป์แตกต่างจากผู้นำสหรัฐแทบทุกคนก่อนหน้า ในยุคหลังสงครามสงครามโลกครั้งที่สอง คือการแสดงออกอย่างเปิดเผยถึงความปรารถนาที่จะ “ครอบครองดินแดน” ทรัมป์มองโลกผ่านมุมมองของ “นักล่าอสังหาริมทรัพย์” โดยมองว่าประเทศหรือดินแดนที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ควรถูกผนวกหรือควบคุมโดยสหรัฐโดยตรง

ประธานาธิบดีธีโอดอร์ รูสเวลต์ ผู้นำคนที่ 26 ของสหรัฐ

เกาะกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองภายใต้อธิปไตยของเดนมาร์ก กำลังเป็นเป้าหมายหลักเนื่องจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ในมหาสมุทรอาร์กติกและความมั่งคั่งของทรัพยากรธรรมชาติ รัฐบาลทรัมป์มองว่า การครอบครองกรีนแลนด์จะช่วยให้สหรัฐมีความได้เปรียบเหนือรัสเซียและจีนในพื้นที่ขั้วโลกเหนือ จึงมีการกดดันบริษัทต่าง ๆ ที่ได้รับสัมปทานแร่ธาตุในกรีนแลนด์ให้ตัดความสัมพันธ์กับจีน และขายสินทรัพย์ให้กับบริษัทของสหรัฐในราคาถูก

ทั้งนี้ นโยบายจักรวรรดินิยมแบบธุรกรรมไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะในทวีปอเมริกา แต่ยังได้เปลี่ยนโฉมหน้าความสัมพันธ์ในภูมิภาคแห่งอื่นอย่างมีนัยสำคัญด้วย

ในยุโรป รัฐบาลทรัมป์แสดงท่าทีเป็นศัตรูกับผู้นำกระแสหลักของยุโรป และแสดงทัศนะว่ายุโรปกำลังล่มสลายทางวัฒนธรรม สหรัฐสนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดในยุโรปเพื่อสร้าง “แรงต้านทาน” ต่อระเบียบพหุภาคีของสหภาพยุโรป ( อียู ) และการที่สหรัฐยุคทรัมป์ลดการให้ความสำคัญขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( นาโต ) ทำให้ยุโรปต้องเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงของตนเอง

ในเอเชีย-แปซิฟิก สหรัฐลดความสำคัญของการแข่งขันทางทหารในอินโด-แปซิฟิก และหันไปเน้นการเจรจาเชิงธุรกรรมกับจีน พันธมิตรอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในการคุ้มครองจากสหรัฐ และแรงกดดันให้จ่ายเงินสนับสนุนกองทัพสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล สิ่งนี้นำไปสู่การสร้างความร่วมมือแบบที่พันธมิตรของสหรัฐต้องหาทางจับมือกันเอง โดยไม่รอรัฐบาลวอชิงตัน

ในตะวันออกกลาง การที่สหรัฐถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน สะท้อนถึงลัทธิจักรวรรดินิยมที่เลือกปฏิบัติ โดยสหรัฐยืนหยัดเคียงข้างอิสราเอลและซาอุดีอาระเบียอย่างเต็มตัวเพื่อเผชิญหน้ากับอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงหลีกเลี่ยงการถูกดึงเข้าสู่สงครามขนาดใหญ่ และเน้นการใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจระดับสูงสุดแทน

ในแอฟริกา สหรัฐเข้าไปมีบทบาทในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ระหว่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ( ดีอาร์คองโก ) กับรวันดา อย่างไรก็ตาม ความตกลงนั้นมาพร้อมกับเงื่อนไข ในการให้บริษัทสหรัฐต้องสามารถเข้าถึงทรัพยากรแร่ธาตุในบริเวณนั้น

จักรวรรดินิยมอเมริกายุคทรัมป์ ถือเป็นการทดลองทางยุทธศาสตร์ที่อันตรายและมีความเสี่ยงสูง การละทิ้งระเบียบโลกที่ตนเองเป็นผู้สร้างขึ้นเพื่อหันไปสู่การเป็น “จักรวรรดิเชิงอำนาจนิยมและธุรกรรม” อาจช่วยให้สหรัฐได้รับผลประโยชน์ในระยะสั้น เช่น การเข้าถึงทรัพยากรในเวเนซุเอลา อย่างไรก็ตาม การกระทำเหล่านี้กำลังบั่นทอนรากฐานของอำนาจที่แท้จริงของอเมริกา นั่นคือ “อำนาจละมุน” และบทบาทของ “ความเป็นผู้นำทางศีลธรรม”

การประกาศลัทธิดอนโรและการใช้กำลังทหารจับกุมผู้นำต่างชาติ ก่อให้เกิดความหวาดกลัวและความคลางแคลงใจไปทั่วโลก ประเทศต่าง ๆ เริ่มแสวงหาทางเลือกอื่นที่ไม่ต้องพึ่งพาสหรัฐทั้งในด้านความมั่นคงและการเงิน การที่จีนสามารถต้านทานสงครามการค้าได้สำเร็จ และการที่พันธมิตรยุโรปเริ่มตีตัวออกห่าง เป็นสัญญาณว่าจักรวรรดินิยมแบบทรัมป์ อาจเป็นการเร่งปฏิกิริยาให้โลกเปลี่ยนผ่านไปสู่ระเบียบหลายขั้วอำนาจที่สหรัฐไม่ใช่ผู้กำหนดกฎเกณฑ์แบบผูกขาดอีกต่อไป

ในท้ายที่สุด ความพยายามที่จะทำให้ “อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” ผ่านการรื้อฟื้นจักรวรรดินิยมยุคศตวรรษที่ 19 อาจลงเอยด้วยการทำให้อเมริกากลายเป็นมหาอำนาจที่โดดเดี่ยวในซีกโลกตะวันตก ขณะที่โลกส่วนที่เหลือเคลื่อนที่ไปในทิศทางซึ่งไม่ต้องมีสหรัฐเป็นศูนย์กลาง ความพยายามในการครองโลกด้วยอำนาจดิบเช่นนี้อาจเป็น “จุดเริ่มต้นของจุดจบ” สำหรับความเป็นเจ้าโลกของสหรัฐ ในศตวรรษที่ 21 ก็เป็นได้.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES