ภูมิสภาวะทางการเมืองของสหราชอาณาจักรในเวลานี้ กำลังเผชิญกับจุดหักเหที่นักวิเคราะห์ความเสี่ยงระดับโลกหลายคนนิยามว่า เป็นเรื่องของ “อัมพาตเชิงอำนาจ” ของรัฐบาลภายใต้การนำของเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน

หลังชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2567 รัฐบาลพรรคแรงงานก้าวเข้าสู่ปีที่สองด้วยความคาดหวัง ในการสร้างเสถียรภาพและการฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อสถาบันการเมือง

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เดือนเม.ย. ปีนี้ ภาพลักษณ์ของ “ท่านเซอร์” ในฐานะอดีตนักกฎหมายผู้เคร่งครัดในกฎระเบียบและจริยธรรม กลับถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรงจากกรณีอื้อฉาว เกี่ยวกับการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำกรุงวอชิงตัน

ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องของวิกฤติเศรษฐกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และแรงกดดันมหาศาลจากรัฐบาลวอชิงตันภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐคนปัจจุบัน ซึ่งส่งผลให้คะแนนนิยมของพรรคแรงงานดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่พรรค “รีฟอร์ม ยูเค” ของนายไนเจล ฟาราจ กำลังผงาดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

นายปีเตอร์ แมนเดลสัน

หัวใจสำคัญของวิกฤติศรัทธาที่สตาร์เมอร์กำลังเผชิญ คือกรณีของนายปีเตอร์ แมนเดลสัน หรือลอร์ดแมนเดลสัน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำสหรัฐ เมื่อเดือนธ.ค. 2567 การแต่งตั้งครั้งนี้ถูกมองว่า เป็นความพยายามเชิงยุทธศาสตร์ของสตาร์เมอร์ ในการใช้เครือข่ายความสัมพันธ์อันกว้างขวางของแมนเดลสัน เพื่อรับมือกับรัฐบาลสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตามมากลับกลายเป็น ความล้มเหลวเชิงจริยธรรมทางการเมืองครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษของสหราชอาณาจักร เมื่อมีการเปิดเผยในเดือนเม.ย. 2568 ว่าแมนเดลสันล้มเหลวในการผ่านกระบวนการตรวจสอบความมั่นคงระดับสูงสุด แต่กระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักรกลับเพิกเฉยต่อคำแนะนำของหน่วยงานความมั่นคง แล้วผลักดันกระบวนการแต่งตั้งแมนเดลสันต่อไป

ความสัมพันธ์ระหว่างแมนเดลสันกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน มหาเศรษฐีและอาชญากรทางเพศชาวอเมริกันผู้ล่วงลับ กลายเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้ง เอกสารที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐเปิดเผย ระบุว่า แมนเดลสันมีความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกับเอปสตีนมากกว่าที่เคยยอมรับ

การเพิกเฉยต่อคำเตือนของหน่วยงานความมั่นคงในเรื่องแอมนเดลสัน ไม่เพียงแต่ทำลายความน่าเชื่อถือของสตาร์เมอร์ในฐานะผู้นำที่ยึดถือหลักกฎหมาย แต่ยังสร้างรอยร้าวที่ลึกซึ้งภายในระบบราชการ การลาออกของนายโอลลี รอบบินส์ จากตำแหน่งปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ในเดือนเม.ย. นี้ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามการกล่าวโทษและสาดโคลน ระหว่างฝ่ายการเมืองกับข้าราชการประจำ มีการตั้งคำถามว่า นายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศจะไม่ทราบถึง “ความล้มเหลว” ของการตรวจสอบประวัติเอกอัครราชทูตในประเทศหลักได้อย่างไร

ยิ่งไปกว่านั้น การตรวจสอบโดยนายเอเดรียน ฟูลฟอร์ด ผู้พิพากษาอาวุโส ชี้ให้เห็นถึงความพยายามของทำเนียบรัฐบาลในการขัดขวางการเปิดเผยเอกสารต่อรัฐสภา สภาวะดังกล่าวสะท้อนถึงวิกฤติความเป็นผู้นำที่สตาร์เมอร์กำลังเผชิญ ซึ่งเขาไม่สามารถควบคุมทั้งคนในพรรคและระบบบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้รัฐบาลถูกมองว่า เน้นการจัดการภาพลักษณ์ มากกว่าความโปร่งใสที่แท้จริง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลสตาร์เมอร์พยายามสร้างภาพลักษณ์ของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ผ่านรายงานคาดการณ์ช่วงฤดูใบไม้ผลิปีนี้ ว่าเงินเฟ้อจะลดลงสู่ระดับเป้าหมายและประชาชนจะมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์กลับสร้างอุปสรรคที่รุนแรง สงครามในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซในสหราชอาณาจักรพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำลายความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและธุรกิจ

นายไนเจล ฟาราจ หัวหน้าพรรครีฟอร์ม ยูเค กำลังรับประทานแซนด์วิช ภายหลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าวของพรรครีฟอร์ม ยูเค ในกรุงลอนดอน 2 เม.ย. 2569

สำนักงานสถิติแห่งชาติสหราชอาณาจักรรายงานว่า แท้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ( จีดีพี ) เมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา เติบโต 0.5% ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการเติบโตชั่วคราว ก่อนได้รับผลกระทบจากสงคราม นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า สหราชอาณาจักรกำลังขยับเข้าใกล้ภาวะถดถอยอีกครั้ง เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นกำลังกัดกินกำลังซื้อของประชาชน และทำให้แผนการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางต้องหยุดชะงัก

ขณะเดียวกัน ภาวะเงินเฟ้อในภาคบริการและการเติบโตของค่าจ้างที่ยังคงแข็งแกร่ง ทำให้ธนาคารกลางไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินได้ตามที่รัฐบาลหวังไว้ ความล้มเหลวในการควบคุมค่าครองชีพนี้ กลายเป็นประเด็นหลักที่พรรครีฟอร์ม ยูเค ใช้ในการโจมตีรัฐบาล โดยชี้ให้เห็นว่านโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลตาร์เมอร์นั้น ไม่เพียงพอที่จะปกป้องประชาชนจากวิกฤติโลก

นอกจากนี้ การตัดสินใจลดงบประมาณช่วยเหลือต่างประเทศเพื่อนำมาใช้ในงบป้องกันประเทศ ถูกมองว่าเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างทางการคลังในระยะยาวที่รัฐบาลต้องเผชิญในการรักษาสมดุลระหว่างการลงทุนในบริการสาธารณะ และการเพิ่มงบประมาณความมั่นคง

การที่สตาร์เมอร์ยังไม่สามารถประกาศ “แผนลงทุนกลาโหม” ที่ชัดเจนได้ สะท้อนให้เห็นถึงความลังเลใจและความกลัวต่อการลุกฮือจากสมาชิกพรรคแรงงาน ที่คัดค้านการตัดงบสวัสดิการ แล้วนำมาใช้อุดหนุนส่วนนี้แทน เนื่องจากกลุ่มรากหญ้าถือเป็นฐานเสียงสำคัญ

ขณะที่อดีตรัฐมนตรีกลาโหมหลายคนและทหารระดับสูงหลายนายต่างออกมาเตือนว่า สหราชอาณาจักร “ไม่พร้อมสำหรับการสู้รบ” โดยยกตัวอย่างจากความล่าช้าในการส่งกำลังพลและยุทโธปกรณ์ไปยังไซปรัสในช่วงที่เกิดวิกฤติ ความน่าอึดอัดนี้ทำให้สตาร์เมอร์ถูกมองว่า ไม่มีความเป็นผู้นำที่กล้าหาญพอจะตัดสินใจในเรื่องที่ยากลำบาก

ในส่วนความสัมพันธ์ระหว่างสหราชอาณาจักรกับสหรัฐ ภายใต้รัฐบาลสตาร์เมอร์และทรัมป์ถึงจุดต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ ทรัมป์กล่าวในเดือนนี้ โจมตีสตาร์เมอร์อย่างรุนแรง และขู่ว่าจะยกเลิกหรือแก้ไขข้อตกลงการค้าที่ลงนามร่วมกัน เมื่อเดือนพ.ค. 2568 ทรัมป์วิจารณ์ว่าสตาร์เมอร์ด้วยว่า เป็นผู้นำที่ “ไม่จริงใจ” และ “ไม่อยู่เคียงข้าง” เมื่อสหรัฐต้องการความสนับสนุนจากพันธมิตร ในการสู้รบกับอิหร่าน

พลวัตของความขัดแย้งนี้ส่งผลให้สตาร์เมอร์ต้องพยายามหันไปหาพันธมิตรในยุโรปมากขึ้น เพื่อหาหลักประกันทางเศรษฐกิจและความมั่นคงใหม่ เนื่องจากสหรัฐกลายเป็น “พันธมิตรที่คาดเดาไม่ได้” อย่างไรก็ตาม การขยับเข้าใกล้สหภาพยุโรป ( อียู ) อีกครั้ง สร้างความไม่พอใจให้แก่กลุ่มผู้สนับสนุนเบร็กซิตภายในพรรคแรงงาน และกลุ่มผู้สนับสนุนพรรรีฟอร์ม ยูเค ที่มองว่า เป็นการทรยศต่อเจตจำนงของประชาชนส่วนใหญ่

เสถียรภาพภายในพรรคแรงงานกำลังพังทลายลง จากการใช้นโยบายควบคุมอย่างแข็งกร้าวที่เรียกว่า “มาตรการคว่ำบาตรสตาร์เมอร์” ซึ่งเป็นการสั่งพักงานสมาชิกพรรคแรงงาน ที่แสดงความเห็นคัดค้านแนวทางของผู้นำ นับตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2567 มีสมาชิกอย่างน้อย 15 คนถูกระงับสิทธิการเป็นสมาชิกพรรค จากการโหวตคัดค้านเรื่องเพดานเงินช่วยเหลือบุตรและความขัดแย้งในฉนวนกาซา ทว่ากลยุทธ์นี้เริ่มส่งผลตีกลับเมื่อสมาชิกในปีกฝ่ายซ้ายบางส่วน ซึ่งเป็นกลุ่มที่เคยสนับสนุนสตาร์เมอร์ เริ่มรู้สึกว่าตนเองถูกกำจัด และไม่มีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็น

มีรายงานว่า สมาชิกพรรคแรงงานจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า “ยุคของสตาร์เมอร์สิ้นสุดลงแล้ว” แต่ปัญหาคือยังไม่มีตัวแทนที่ชัดเจนพอจะก้าวขึ้นมาท้าทายอำนาจได้ในทันที อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งท้องถิ่นในเดือนพ.ค. 2569 อาจกลายเป็น “แดนประหาร” ของสตาร์เมอร์ หากพรรคพ่ายแพ้อย่างถล่มทลายตามที่โพลคาดการณ์ไว้ “สภาวะกบฏ” ภายในพรรคอาจนำไปสู่การเรียกร้อง ให้มีการลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีโดยคนในพรรคของเขาเอง

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ยุทธศาสตร์การเมืองสายกลางที่สตาร์เมอร์พยายามนำเสนอ ยังไม่สามารถตอบโจทย์ความกังวลที่แท้จริงของชาวสหราชอาณาจักร ในเรื่องค่าครองชีพและความมั่นคงได้ การที่ประชาชนหันไปหาพรรค รีฟอร์ม ยูเค หรือพรรคกรีน สะท้อนถึงความรู้สึกสิ้นหวังต่อ “การเมืองกระแสหลัก” ที่สตาร์เมอร์เป็นตัวแทน

หากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป พรรคแรงงานอาจเผชิญกับการสูญเสียฐานที่มั่นสำคัญ ในการเลือกตั้งสภาสกอตแลนด์และสภาเวลส์ ซึ่งจะจัดในปีนี้เช่นกัน และจะกลายเป็นความพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์ที่พรรคแรงงานยากจะกอบกู้คืนมาได้

รัฐบาลสตาร์เมอร์กำลังเผชิญกับ “ทางตันเชิงโครงสร้าง” ภาพลักษณ์ของผู้นำที่เคร่งครัดในกฎระเบียบ ถูกทำลายโดยพฤติการณ์ในกรณีแมนเดลสัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความย้อนแย้งระหว่างคำพูดกับการกระทำ การสูญเสียความเชื่อมั่นจากทั้งระบบราชการ สมาชิกสภาสามัญ และประชาชนทั่วไป ทำให้สตาร์เมอร์ขาด “ทุนทางเมือง” ในการผลักดันนโยบายหลายเรื่อง

นอกจากนี้ สภาวะเศรษฐกิจที่ถูกแทรกแซงโดยปัจจัยภายนอกและแรงกดดันจากสหรัฐ ทำให้สหราชอาณาจักรตกอยู่ในสถานะที่อ่อนแอและไร้ทิศทาง สตาร์เมอร์ไม่สามารถรักษาสมดุลระหว่างการเอาใจพันธมิตรข้ามมหาสมุทรและการปกป้องผลประโยชน์ของคนในชาติได้ ขณะที่ปัญหาภายในพรรคแรงงานเองก็ถึงจุดที่ยากจะประสานรอยร้าว การกำจัดฝ่ายตรงข้ามสร้างวัฒนธรรมแห่งความหวาดกลัวและความแตกแยก แทนที่จะเป็นเอกภาพภายในพรรค

หากสตาร์เมอร์ยังไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ทั้งหมดได้อย่างลุล่วง “เวลาของท่านเซอร์” อาจสิ้นสุดลงก่อนที่จะหมดวาระแรก โดยมีความนิยมของพรรครีฟอร์ม ยูเค และความแตกแยกภายในพรรคแรงงานเอง เป็นปัจจัยที่จะปิดฉากยุคสมัยของสตาร์เมอร์ลงอย่างถาวร.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : AFP, REUTERS