เศรษฐกิจอินโดนีเซีย ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเผชิญช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ แม้ตัวเลขเศรษฐกิจในระยะสั้นยังคงแข็งแกร่ง แต่ปัจจัยเสี่ยงทั้งจากภายนอกและภายในประเทศกำลังกดดันเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รัฐบาลของพล.ท.ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ต้องเผชิญโจทย์สำคัญในการรักษาการเติบโต ควบคู่กับการดูแลฐานะการคลังและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

สำนักงานสถิติแห่งชาติอินโดนีเซีย ( บีพีเอส ) รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ( จีดีพี ) ไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัว 5.61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังได้รับแรงสนับสนุนจากการบริโภคภายในประเทศ การลงทุน และการใช้จ่ายของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม การขยายตัวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงและสร้างแรงกดดันต่อประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิอย่างอินโดนีเซีย

การปรับขึ้นของราคาน้ำมันโลกทำให้ต้นทุนด้านพลังงานและการผลิตเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ยังเพิ่มภาระด้านงบประมาณของรัฐบาล เพราะต้องใช้งบประมาณมากขึ้นในการดูแลราคาพลังงานและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังทำให้เกิดภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ส่งผลให้เงินทุนต่างชาติไหลออก ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลง และตลาดหุ้นรวมถึงตลาดตราสารหนี้เผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งปัจจัยภายนอกที่เพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจอินโดนีเซีย คือความไม่แน่นอนของการค้าโลก โดยเฉพาะการกลับมาใช้นโยบายภาษีนำเข้าโดยรัฐบาลสหรัฐประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการค้าระหว่างประเทศ แม้อินโดนีเซียสามารถเจรจาเพื่อลดผลกระทบจากมาตรการบางส่วนได้ แต่ผู้ประกอบการยังคงเผชิญความไม่แน่นอนเกี่ยวกับคำสั่งซื้อจากตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าส่งออกสำคัญ เช่น สิ่งทอ รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ และผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งสหรัฐยังคงเป็นตลาดหลักแห่งหนึ่งของอินโดนีเซีย

ความไม่แน่นอนดังกล่าวทำให้ภาคเอกชนบางส่วนชะลอการลงทุนและการขยายกำลังการผลิต ขณะที่ต้นทุนการดำเนินธุรกิจยังเพิ่มขึ้นจากราคาพลังงานและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูง ส่งผลให้ภาคการผลิตซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานสำคัญของประเทศต้องเผชิญแรงกดดันมากขึ้น แม้รัฐบาลพยายามกระจายตลาดส่งออกไปยังเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และภูมิภาคอื่น แต่การลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐและจีนยังต้องใช้เวลา

ด้วยเหตุนี้ สถาบันการเงินระหว่างประเทศหลายแห่งจึงปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย ธนาคารโลกปรับลดประมาณการเหลือ 4.7% ขณะที่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ( โออีซีดี ) คาดการณ์การเติบโตที่ 4.8% พร้อมเตือนว่า อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( ไอเอ็มเอฟ) คาดดารณ์ว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียจะเติบโต 5.0% ในปีนี้ สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว มีเพียงธนาคารพัฒนาเอเชีย ( เอดีบี ) ที่ยังคงมองบวก โดยประเมินว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซียสามารถขยายตัวได้ 5.2% จากแรงสนับสนุนของการบริโภคภายในประเทศ

เพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินรูเปียห์ ธนาคารกลางอินโดนีเซียจึงใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น โดยทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและเข้าแทรกแซงตลาดเงิน ส่งผลให้ทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินได้บางส่วน แต่ก็สะท้อนว่าต้นทุนในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศกำลังสูงขึ้น

อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลอินโดนีเซียของพล.ท.ปราโบโวได้จัดทำงบประมาณปี 2569 ภายใต้แนวคิดกระตุ้นเศรษฐกิจและเร่งการลงทุน เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2588 อย่างไรก็ตาม งบประมาณดังกล่าวยังคงขาดดุลในระดับใกล้เพดานที่กฎหมายกำหนด ขณะที่รายได้จากการจัดเก็บภาษียังต่ำกว่าเป้าหมาย ทำให้พื้นที่ในการดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาลมีจำกัด

พล.ท.ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย

ข้อจำกัดดังกล่าวยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือหลายแห่งส่งสัญญาณลดมุมมองต่อฐานะการคลังของอินโดนีเซีย ขณะเดียวกัน ความกังวลเกี่ยวกับการไหลออกของเงินทุนและความไม่แน่นอนด้านนโยบาย ยังสร้างแรงกดดันต่อตลาดทุนของประเทศ แม้รัฐบาลจะพยายามเพิ่มรายได้ผ่านการจัดระเบียบการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติและลดการรั่วไหลของรายได้รัฐก็ตาม

นโยบายซึ่งได้รับความสนใจมากที่สุดของรัฐบาลคือโครงการอาหารกลางวันฟรี ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาภาวะทุพโภชนาการของเด็กและสตรีมีครรภ์ทั่วประเทศ แม้โครงการจะได้รับการสนับสนุนในด้านสังคม แต่ก็ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับภาระงบประมาณและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน รัฐบาลจึงต้องลดวงเงินโครงการลง พร้อมปรับปรุงระบบบริหารจัดการ หลังเกิดเหตุอาหารเป็นพิษในหลายพื้นที่ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

ในภาคเกษตร รัฐบาลเดินหน้าเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงทางอาหาร เพื่อสนับสนุนการผลิตภายในประเทศ ทั้งการจัดหาเมล็ดพันธุ์ การพัฒนาระบบชลประทาน และการลดต้นทุนปุ๋ย ส่งผลให้ผลผลิตข้าวมีแนวโน้มเพียงพอต่อความต้องการในประเทศ แม้ยังต้องนำเข้าสินค้าเกษตรบางประเภท เช่น ถั่วเหลือง กระเทียม และเนื้อวัว

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่เพียงด้านการคลัง แต่ยังรวมถึงกำลังซื้อของประชาชน โดยเฉพาะชนชั้นกลาง ซึ่งมีจำนวนลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ประชาชนจำนวนมากอยู่ในกลุ่ม “เกือบเป็นชนชั้นกลาง” ซึ่งมีรายได้ไม่มั่นคงและเปราะบางต่อภาวะเศรษฐกิจ การเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพ ราคาพลังงาน และอัตราดอกเบี้ย ทำให้ครัวเรือนจำนวนมากลดการใช้จ่ายและหันมาออมเงินมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการบริโภค ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย

ในด้านการลงทุน รัฐบาลยังคงเดินหน้านโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเพิ่มมูลค่าแร่ภายในประเทศผ่านนโยบายห้ามส่งออกแร่ดิบ เพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมถลุงแร่ แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และเคมีภัณฑ์ อินโดนีเซียซึ่งครองปริมาณสำรองนิกเกิลมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ แม้รัฐบาลจะเพิ่มอัตราค่าภาคหลวงและกำหนดมาตรการควบคุมเงินตราต่างประเทศเข้มงวดมากขึ้น

อีกด้านหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกกลับสร้างโอกาสให้อินโดนีเซียเช่นกัน เมื่อบริษัทข้ามชาติหลายแห่งเริ่มกระจายฐานการผลิตออกจากจีนมายังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินโดนีเซียจึงเร่งใช้จุดแข็งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ และแรงงานจำนวนมาก เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ การถลุงแร่ และอุตสาหกรรมปลายน้ำที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงกว่าเดิม

แม้กระแสการลงทุนยังอยู่ในทิศทางที่ดี แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายเห็นว่า อินโดนีเซียยังต้องเร่งปรับปรุงกฎระเบียบ ลดขั้นตอนการอนุมัติการลงทุน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและพลังงาน รวมถึงยกระดับทักษะแรงงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม มาเลเซีย และไทย ซึ่งต่างเร่งดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติด้วยมาตรการจูงใจเช่นกัน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ “ดานันตารา” เพื่อระดมเงินลงทุนสำหรับโครงการระยะยาว โดยการออกพันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐได้รับการตอบรับจากนักลงทุนต่างชาติอย่างดี สะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจจะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน แต่ตลาดการเงินยังคงเชื่อมั่นต่อศักยภาพการเติบโตของอินโดนีเซียในระยะยาว

นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมองว่า ความท้าทายของรัฐบาลพล.ท.ปราโบโวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรักษาอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพและทั่วถึงมากขึ้น หลังจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผลประโยชน์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังไม่กระจายสู่ประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้ปานกลางและรายได้น้อย ซึ่งยังได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นและรายได้ที่ฟื้นตัวไม่ทันกับภาวะเงินเฟ้อ

อีกทั้งการก้าวเข้าสู่สังคมเมืองอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ยังทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา เทคโนโลยี และพลังงานสะอาดเพิ่มเติม หากสามารถดำเนินนโยบายเหล่านี้ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลังและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ อินโดนีเซียยังมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลกตามเป้าหมายในปี 2588 ได้

เศรษฐกิจอินโดนีเซียในปี 2569 กำลังอยู่ในภาวะที่ตัวเลขการเติบโตยังคงแข็งแกร่ง แต่พื้นฐานหลายด้านเริ่มส่งสัญญาณเปราะบาง ทั้งฐานะการคลัง กำลังซื้อของชนชั้นกลาง และแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก หากรัฐบาลต้องการรักษาการเติบโตให้อยู่เหนือระดับ 5% ในระยะยาว จำเป็นต้องเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ยกระดับผลิตภาพแรงงาน สร้างอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่ม และวางระบบสวัสดิการที่ช่วยลดความเปราะบางของประชาชน ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งนักลงทุนและภาคธุรกิจในระยะยาว.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : REUTERS