การกลับมาดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐเป็นสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของยุทธศาสตร์สหรัฐในตะวันออกกลาง แม้ทรัมป์จะหาเสียงด้วยการวิพากษ์วิจารณ์นโยบาย “สงครามที่ไม่รู้จบ” และยืนยันว่าการแทรกแซงทางทหารในต่างประเทศเป็นความผิดพลาดของผู้นำสหรัฐฯ รุ่นก่อน แต่การดำเนินนโยบายจริงกลับสะท้อนแนวทางที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน

หัวใจของยุทธศาสตร์ใหม่คือการรื้อฟื้นนโยบาย “กดดันขั้นสูงสุด 2.0” ผ่านบันทึกความเข้าใจด้านนดยบายความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งทรัมป์ลงนามเมื่อเดือนก.พ. 2568 มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดเป้าหมายให้การส่งออกน้ำมันของอิหร่านลดลงจนแทบเป็นศูนย์ พร้อมใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจและการทูตบังคับให้รัฐบาลเตหะรานยอมรับข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับใหม่ ที่สหรัฐเป็นผู้กำหนดเงื่อนไข

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในภูมิภาคภายหลังการล่มสลายของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด แห่งซีเรีย เมื่อปลายปี 2567 ทำให้ฝ่ายกำหนดยุทธศาสตร์ของรัฐบาลวอชิงตันประเมินว่า อิหร่านกำลังอยู่ในช่วงอ่อนแอที่สุดในรอบหลายปี และอาจเป็น “หน้าต่างแห่งโอกาส” สำหรับการใช้กำลังทหารเพื่อยุติภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์อย่างถาวร ความเชื่อดังกล่าวกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับความขัดแย้งที่ค่อย ๆ พัฒนาจากการกดดันทางเศรษฐกิจ ไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารเต็มรูปแบบ

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังอิหร่านปฏิเสธคำขาด 60 วัน ซึ่งทรัมป์ส่งผ่านจดหมายถึงอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เมื่อเดือนมี.ค. 2568 ต่อมาในเดือนมิ.ย.ปีเดียวกัน สหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากสงครามสิบสองวัม เป็นการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์หลักของอิหร่าน คือฟอร์โดว์ นาทานซ์ และอิสฟาฮาน

แม้รัฐบาลวอชิงตันจะประกาศว่า ปฏิบัติการดังกล่าวประสบความสำเร็จในการทำลายศักยภาพทางนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่การประเมินของหน่วยข่าวกรองในเวลาต่อมากลับชี้ว่า ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะส่วนใหญ่ถูกเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่เป้าหมายก่อนการโจมตี ขณะที่องค์ความรู้และบุคลากรด้านนิวเคลียร์แทบทั้งหมดของอิหร่านยังคงอยู่ ส่งผลให้ศักยภาพในการฟื้นฟูโครงการไม่ได้ถูกทำลายอย่างเด็ดขาด

กลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นกลางกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน จากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศโดยกองทัพสหรัฐ 2 มี.ค. 2569

ความขัดแย้งก้าวสู่ระดับใหม่เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ปีนี้ จากการเปิดฉากปฏิบัติการ “มหากพาย์พิโรธ” ซึ่งเป็นการโจมตีทางอากาศเกือบ 900 ครั้งภายในเวลาเพียง 12 ชั่วโมง คร่าชีวิตคาเมเนอีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคนของอิหร่าน ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดของคณะผู้นำอิหร่าน นับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลาม เมื่อปี 2522

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จทางยุทธวิธีกลับถูกบดบังด้วยผลกระทบด้านมนุษยธรรม เมื่อขีปนาวุธลูกหนึ่งพุ่งถูกโรงเรียนประถมศึกษาในเมืองมินาบ ใกล้ฐานทัพเรือของอิหร่าน ในเมืองบันดาร์ อับบาส ทางตอนใต้ของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 170 คน ส่วนใหญ่เป็นนักเรียน เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อสหรัฐ และอิสราเอล และเป็นการเปิดโอกาสให้อิหร่านใช้ประเด็นดังกล่าวสร้างความชอบธรรมในการตอบโต้

หลังจากนั้น อิหร่านยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐ ในกาตาร์ จอร์แดน และประเทศในอ่าวเปอร์เซียหลายแห่ง ทำให้สหรัฐต้องส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน กำลังเสริมจำนวนมากเข้าสู่ภูมิภาค ซึ่งนับเป็นการระดมกำลังครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงคราในมอิรัก เมื่อปี 2534

นอกจากการเผชิญหน้าทางทหาร มาตรการคว่ำบาตรยังสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อเศรษฐกิจอิหร่าน ค่าเงินเรียลอ่อนค่าลงแตะประมาณ 1.4 ล้านเรียลต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เงินเฟ้อพุ่งสูงกว่า 50% จนก่อให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569

รัฐบาลทรัมป์เชื่อว่า แรงกดดันทางเศรษฐกิจจะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในประเทศ คล้ายกับกรณีเวเนซุเอลา ซึ่งสหรัฐทำสำเร็จมาแล้ว แต่การประเมินดังกล่าวกลับไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เนื่องจากรัฐบาลอิหร่านเลือกใช้มาตรการปราบปรามอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้ีบบาดเจ็บรวมหลายหมื่นราย และทำให้โอกาสของการเปลี่ยนผ่านอำนาจโดยสันติแทบหมดไป

แม้ทั้งสองฝ่ายยังเปิดช่องทางการเจรจาเป็นระยะ แต่เงื่อนไขของสหรัฐ ในการพบหารือเมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา สะท้อนว่าการเจรจาไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักการประนีประนอม หากแต่เป็นความพยายามบังคับให้อิหร่านยอมรับข้อกำหนดฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะเป็นการส่งมอบยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ การจำกัดโรงงานนิวเคลียร์ การเชื่อมโยงการเจรจากับการยุติปฏิบัติการทางทหาร การไม่ปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน และการปฏิเสธข้อเรียกร้องเรื่องค่าชดเชยจากสงคราม

ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว โอกาสบรรลุข้อตกลงจึงมีน้อย เพราะรัฐบาลอิหร่านไม่มีทางยอมรับข้อเสนอที่กระทบต่อความชอบธรรมและเสถียรภาพของระบอบการปกครอง

นายพีต เฮกเซธ รมว.กลาโหมสหรัฐ ( คนซ้าย ) และนายมาร์โก รูบิโอ รมว.การต่างประเทศสหรัฐ เข้าร่วมการประชุมสุดยอดนาโต ที่กรุงอังการาของตุรกี 8 ก.ค. 2569

สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อบันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด ซึ่งสหรัฐและอิหร่านลงนามร่วมกัน เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ที่ผ่านมา พังทลายลงในเวลาอันรวดเร็ว หลังอิหร่านพยายามควบคุมการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซและเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือสินค้า เมื่อเกิดเหตุโจมตีเรือพาณิชย์หลายลำ ในช่วงต้นเดือนก.ค. สหรัฐจึงกลับมาเปิดปฏิบัติทางทหารอีกครั้ง พร้อมขู่ทำลายโรงงานนิวเคลียร์ใต้ดินที่ภูเขาจอบ ซึ่งเชื่อว่าเป็นฐานนิวเคลียร์สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของอิหร่าน

ขณะเดียวกัน กลุ่มฮูตีในเยเมนยังประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย ทำให้การขนส่งพลังงานโลกได้รับผลกระทบจากทั้งทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มุซพร้อมกัน ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสหรัฐ ซึ่งต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อสงครามยืดเยื้อ ต้นทุนทางเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ทหารอเมริกันเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง กระแสต่อต้านสงครามเริ่มขยายตัวอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่งบประมาณซึ่งใช้ในการสงครามบานปลายไม่หยุด

เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ว่าความผิดพลาดสำคัญของยุทธศาสตร์ กดดันขั้นสูงสุด 2.0 อยู่ที่การประเมินว่า ความเหนือกว่าทางทหารสามารถแปรเปลี่ยนเป็นชัยชนะทางการเมืองได้อย่างรวดเร็ว ทั้งที่ในความเป็นจริง อิหร่านยังคงรักษาขีดความสามารถในการตอบโต้ผ่านสงครามอสมมาตร เครือข่ายพันธมิตร และการใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือกดดันเศรษฐกิจโลก

ตราบใดที่สหรัฐยังคงยืนกรานให้การเจรจาอยู่บนพื้นฐานของการยอมจำนนฝ่ายเดียว ขณะที่อิหร่านยังคงยึดมั่นในหลักการรักษาอธิปไตยของตนเอง ทั้งสองฝ่ายย่อมติดอยู่ในวงจรเดิม คือ การโจมตี การตอบโต้ การเจรจาชั่วคราว และการล่มสลายของข้อตกลง ก่อนจะกลับเข้าสู่การใช้กำลังอีกครั้ง

ท้ายที่สุด สิ่งที่ทรัมป์เคยหาเสียงว่าจะยุติ กลับกลายเป็นสิ่งที่รัฐบาลของเขาต้องเผชิญด้วยตนเอง นั่นคือ “สงครามที่ไม่รู้จบ” ซึ่งไม่มีฝ่ายใดสามารถคว้าชัยชนะอย่างเด็ดขาด แต่ทุกฝ่ายกลับต้องแบกรับต้นทุนทางเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งผลักให้ภูมิภาคตะวันออกกลางและระบบเศรษฐกิจโลกดำรงอยู่ภายใต้ภาวะวิกฤติที่ยืดเยื้อ และยากจะหาจุดสิ้นสุด.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : REUTERS, GETTY IMAGES