สำหรับยุทธวิธีของผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจค้าขาย “อาหาร-ขนม” ที่เด่น ๆ และได้นำมาถอดรหัสไว้นั้น พบว่าในรอบปี 2568 ที่ผ่านมาบรรดาคนค้าขายเหล่านี้ มีการนำกลยุทธ์เด่น ๆ มาใช้ได้อย่างสนใจ ดังต่อไปนี้

ดัดแปลงพลิกแพลง” ที่ไม่ใช่เพียงแค่ขายของเดิม ๆ แต่ได้มีการต่ยอดด้วยการนำเมนูเดิม ๆ หรือเมนูโบราณมาประยุกต์ใหม่ เพื่อให้เข้ากับเทรนดหรือกระแสนิยมของกลุ่มลูกค้า ยกตัวอย่างเช่นการเปลี่ยนแปลงจากขนมจีบหมูทั่วไป มาพลิกแพลงมาทำเป็นขนมจีบไก่ปั้นสด เพื่อที่จะขยายฐานกลุ่มลูกค้ามุสลิมและคนรักสุขภาพ

ขายความสดใหม่” ที่ในแง่กลยุทธ์ทางการตลาดแล้ว ถือว่าช่วยได้อย่างมากในเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มลูกค้า เช่น เปิดขั้นตอนการผลิตบางส่วนให้ลูกค้าได้เห็นกระบวนการสด ๆ ยกตัวอย่างเช่ ร้านขนมจีบไก่ที่เน้นการห่อโชว์สด ๆ และนึ่งขนมจีบที่หน้าร้าน เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสทั้งภาพและกลิ่นหอม

ชูจุดขายสุขภาพ” เพื่อเน้นย้ำให้เห็นว่าเทรนด์สุขภาพ ไม่ใช่เรื่องของกระแส แต่เป็นความยั่งยืนอีกแบบหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่นเจ้าของร้านไส้กรอกอีสาน ที่เพิ่มสูตรสมุนไพรเข้าไป ด้วยการเลือกใช้วัตถุดิบอย่าง “ถั่วดาวอินคา” เป็นส่วนผสมเพิ่มเติมในสูตรสมุนไพร เพื่อชูจุดขายเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ เพราะถั่วดาวอินคามีสรรพคุณช่วยลดคอเลสเตอรอล

ใช้ภูมิปัญญาเพิ่มมูลค่า” โดยการนำของดีท้องถิ่นมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้มีโฉมใหม่ เพื่อขยายฐานกลุ่มลูกค้าไปสู่ตลาดกลุ่มคนเมืองให้สนใจ ยกตัวอย่างเช่นขนมมันหน้ากะทิ ขนมโบราณของคนภาคใต้ ที่ได้มีการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งขึ้นใหม่ อีกทั้งยังเพิ่มลูกเล่นที่ตัวขนมด้วยการทำให้ชั้นของขนมโบราณมีหน้าตาสีสันที่โดดเด่น น่าสนใจ และทันสมัยมากขึ้น

จับกลุ่มเป้าหมายให้แม่น” ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่คนค้าขายอาหารและขนมในปี 2568 ที่ผ่านมา มักจะนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ โดยการระบุกลุ่มลูกค้าได้ชัดเจนจะช่วยให้การตลาดทำงานง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เมนูข้าวไข่ข้น และเมนูไก่ทอดซอสเกาหลี ที่เน้นเจาะวัยรุ่นกับพนักงานออฟฟิศจากการทำให้รสชาติถูกปาก และมีหน้าตาอาหารน่าถ่ายรูป และทั้งหมดนี้ก็เป็นยุทธวิธีเด่น ๆ ของคนอาชีพค้าขายอาหารและขนมในปีที่ผ่านมา โดยกลยุทธ์ต่าง ๆ เหล่านี้ เอสเอ็มอีก็สามารถนำไปปรับใช้ได้.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ [email protected]