ความพยายามด้านมนุษยธรรมในการต่อสู้กับโรคต่าง ๆ เช่น เอชไอวี โรคมาลาเรีย และวัณโรค ในประเทศยากจนที่สุดของโลกบางประเทศ ได้รับผลกระทบอย่างหนัก นับตั้งแต่ทรัมป์สั่งระงับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของสหรัฐในทันที หลังเขาสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2568
แม้ในตอนแรก รัฐบาลวอชิงตันกล่าวว่าจะระงับความช่วยเหลือ “เพียงชั่วคราว” ทว่าในการลดค่าใช้จ่ายครั้งใหญ่ตามคำแนะนำของนายอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีระดับโลก ทรัมป์กลับตัดงบประมาณโครงการต่าง ๆ ของหน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐ (ยูเอสเอด) มากถึง 83% และหน่วยงานถูกยุบในเวลาต่อมา
หลังจากนั้น ประเทศตะวันตกที่เป็นผู้บริจาครายใหญ่อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี ต่างประกาศการตัดงบประมาณช่วยเหลือของตนเองอย่างมากเช่นกัน ส่งผลให้ปัญหาการขาดแคลนเงินทุนสำหรับความพยายามด้านมนุษยธรรม ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ เว็บไซต์ “อิมแพกต์ เคาน์เตอร์” ประเมินว่า จนถึงขณะนี้ การตัดงบประมาณของยูเอสเอด ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 750,000 ราย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเด็กมากกว่า 500,000 ราย นั่นหมายความว่ามีผู้เสียชีวิต 88 รายต่อชั่วโมง
ขณะที่งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งของสถาบันสุขภาพโลกบาร์เซโลนา (ไอเอสโกลบอล) คาดการณ์ว่าจะมีผู้เสียชีวิตจากสาเหตุที่ป้องกันได้ มากกว่า 22 ล้านราย ภายในปี 2573 เนื่องจากการตัดความช่วยเหลือของสหรัฐและยุโรป อีกทั้งงานวิจัยจากสถาบันอื่นเตือนว่า เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ จะเสียชีวิตเพิ่มอีก 16 ล้านราย ภายในปี 2588 หากการตัดความช่วยเหลือกลายเป็นเรื่องถาวร
แม้รัฐบาลทรัมป์ระบุว่าจะกลับมาให้บริการด้านเอชไอวีที่สำคัญ ภายใต้โครงการเพปฟาร์ (PEPFAR) แต่ผู้คนจำนวนมากในประเทศกำลังพัฒนา สูญเสียการเข้าถึงยาที่ช่วยชีวิตได้ เช่น ยาต้านไวรัสเอชไอวี ซึ่งอิมแพกต์ เคาน์เตอร์ ประเมินว่า ผู้คนมากกว่า 170,000 คน รวมถึงทารกมากกว่า 16,000 คน เสียชีวิต เนื่องจากปัญหาเงินทุนที่สนับสนุนโครงการนี้
อนึ่ง การตัดความช่วยเหลือยังก่อให้ความเสียหายอย่างกว้างขวางและรุนแรง ต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการดูแลสุขภาพในหลายประเทศ โดยอิมแพกต์ เคาน์เตอร์ ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากวัณโรคแล้วมากกว่า 48,000 ราย เนื่องจากการตัดความช่วยเหลือ และคาดการณ์ว่ายอดผู้เสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 2.2 ล้านราย ภายในปี 2573
นอกจากนี้ เว็บไซต์ระบุเสริมว่า การตัดความช่วยเหลือส่งผลให้เด็กเสียชีวิตจากโรคปอดบวม ภาวะขาดสารอาหาร และโรคท้องร่วง เป็นจำนวนมากกว่า 160,000 ราย, 150,000 ราย และ 125,000 ราย ตามลำดับ รวมถึงประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคมาลาเรียมากกว่า 70,000 คน ซึ่งในจำนวนนี้ 75% เป็นเด็ก
ด้านนักวิจัยหลายคน กล่าวว่า หลังจากที่ยูเอสเอดถูกยุบ ระบบที่เคยติดตามการเสียชีวิตและโรคภัยไข้เจ็บในประเทศกำลังพัฒนา ก็ไม่มีอยู่อีกต่อไป และเงินทุนของยูเอสเอดเปรียบเสมือน “ภูเขาน้ำแข็ง” ซึ่งภายใต้ส่วนที่มองเห็นได้อย่างเงินสำหรับยา สหรัฐให้เงินทุนที่สำคัญสำหรับการขนส่ง คลังสินค้า ซอฟต์แวร์ การฝึกอบรม และการศึกษาด้วย.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



