ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เข้าร่วมประชุมที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และความขัดแย้งกับประเทศพันธมิตร ทั้งจากการยกระดับการข่มขู่ว่าจะเข้ายึดครองกรีนแลนด์ การให้คำมั่นว่าจะเก็บภาษีกับผู้คัดค้านความพยายามดังกล่าว และปล่อยข้อความส่วนตัวจากผู้นำยุโรป รัฐบาลปักกิ่งจึงฉวยโอกาสนี้วางตำแหน่งตัวเองเป็น “ผู้นำโลกทางเลือก” ซึ่งหลายฝ่ายต่างเต็มใจที่จะรับฟัง
ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากทรัมป์กล่าววิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง นายเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ก็ขึ้นเวทีการประชุมสภาเศรษฐกิจโลกประจำปี “เวิลด์ อีคอนอมิก ฟอรัม” (ดับเบิลยูอีเอฟ) เพื่อยืนยันว่า รัฐบาลปักกิ่งดำเนินการตามวิสัยทัศน์ของประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันมาโดยตลอด และยังคงยืนหยัดในการสนับสนุนระบบพหุภาคีและการค้าเสรี
“เรายึดมั่นในฉันทามติและความสามัคคี และความร่วมมือมากกว่าการแบ่งแยกและการเผชิญหน้า และนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันของโลก จากมุมมองของจีน” เหอ กล่าวเพิ่มเติม
ความคิดเห็นข้างต้นเน้นย้ำถึงกลยุทธ์ของจีน ในการแสดงให้เห็นว่า จีนเป็นผู้ถ่วงดุลที่สุขุม มีเหตุผล และพึ่งพาได้ สำหรับการต่อต้านนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลวอชิงตัน
ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน เรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนระเบียบโลกที่เขามองว่าถูกครอบงำอย่างไม่เป็นธรรมโดยสหรัฐและพันธมิตร รวมถึงเสนอวิสัยทัศน์ของตัวเองเป็นทางเลือกหนึ่ง แม้ประเทศเพื่อนบ้านของจีนต่างส่งสัญญาณเตือนถึงการรุกรานในภูมิภาคก็ตาม
อนึ่ง ตรรกะในแวดวงนโยบายของรัฐบาลปักกิ่งนั้นเรียบง่าย นั่นคือ จีนไม่จำเป็นต้องพยายามอย่างหนักเพื่อผลประโยชน์ในดุลอำนาจโลก และสิ่งที่ต้องทำมีแค่ต้องรักษาแนวทางเดิมไว้ ในขณะที่สหรัฐสูญเสียพันธมิตรและความน่าเชื่อถือไปเอง
ประเด็นสำคัญคือ กลยุทธ์นั้นดูเหมือนจะเริ่มเห็นผลแล้ว เนื่องจากความไม่พอใจของทรัมป์ที่มีต่อประเทศพันธมิตรของสหรัฐ ผลักดันให้เกิดภัยคุกคามต่อระบบพันธมิตรของสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลปักกิ่งไม่เคยคิดฝันว่าจะทำได้
พันธมิตรใกล้ชิดอื่น ๆ ของสหรัฐ ต่างส่งสัญญาณถึงความสนใจที่จะฟื้นฟูหรือกระชับความสัมพันธ์กับจีนให้ดีขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากสหรัฐ ยกตัวอย่างเช่น เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ผลักดันการส่วนร่วมกับรัฐบาลปักกิ่งมากขึ้น อีกทั้งรัฐบาลของเขา ก็อนุมัติแผนการก่อสร้างสถานเอกอัครราชทูตขนาดใหญ่แห่งใหม่ของจีน ใจกลางกรุงลอนดอน
สำหรับรัฐบาลปักกิ่ง แนวโน้มดังกล่าวถูกมองว่าเป็นสถานการณ์ที่จีนจะได้ประโยชน์ ทั้งในแง่ของการสร้างความแตกแยกระหว่างสหรัฐกับยุโรป ตลอดจนการผลักดันข้อเรียกร้องเรื่องดินแดน และการรักษาตำแหน่งในเศรษฐกิจโลก
แม้ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส กล่าวถึงภัยคุกคามของการค้าเกินดุล แต่จุดสนใจของบรรดาผู้นำยุโรปในการประชุมครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ทรัมป์พยายามทำลายนาโต ทำให้เหลือพื้นที่น้อยลงสำหรับการสร้างความสามัคคีในด้านเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน เหอใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอความร่วมมือทางเศรษฐกิจของจีน ต่อผู้นำประเทศต่าง ๆ และเน้นย้ำว่า รัฐบาลปักกิ่งไม่เคยแสวงหาการค้าเกินดุล แต่ตกเป็นเหยื่อของกำแพงการค้า ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : REUTERS



