จบไปแล้วสำหรับการเลือกตั้งใหญ่ 8 ก.พ.2569  ซึ่งพรรคภูมิใจไทยโค่นแชม์เก่าอย่างพรรคประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ จากนี้ต้องรอดูโฉมหน้ารัฐบาลว่าจะออกมาโดนใจประชาชนหรือไม่ แต่สำหรับ พรรคส้ม”ยังมีภารกิจที่ต้องสานต่อ และได้หาเสียงไว้กับประชาชนอย่างเข้มข้น คือ การ ปฏิรูปประกันสังคม”  วันนี้ “คอลัมน์ตรวจการบ้าน” เชิญพบกับ สส.เนม” สหัสวัต คุ้มคง ว่าที่ สส.ชลบุรี พรรคประชาชน หนึ่งในตัวตึงของพรรค จะมีแนวทางผ่าตัดใหญ่ประกันสังคมและดูแลเงินของผู้ประกันตนอย่างไร  

โดย “สหัสวัต” เปิดประเด็นการประกาศเดินหน้าทวงคืนประกันสังคมหลังชนะเลือกตั้ง โดยเตรียมยื่น พ.ร.บ.ประกันสังคมทันทีที่เข้าสภา ว่า ณ วันนี้ ผู้ประกันตนทั้ง 24 ล้านคน ไม่สบายใจที่เงินของตัวเองถูกใช้กันแบบนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการทำเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดเป็นเรื่องที่เราต้องทำ และเราก็รับปากประชาชนเอาไว้ในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ แล้วพูดจริงๆ กระบวนการยื่นกฎหมายเข้าไปกว่าจะได้เข้าสู่การพิจาณาของสภา กว่าจะผ่านชั้นกรรมาธิการวาระสอง วาระสาม กระบวนการนานเป็นปี ถ้าไม่เร่งทำ การปกป้องเงินของผู้ประกันตนก็ยิ่งช้าเข้าไปอีก

@จุดเปลี่ยนจริงๆ มันมีอะไรเน่าในประกันสังคมที่ทำพรรคประชาชนทนไม่ไหว จนต้องดำเนินการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน

ประเด็นสำคัญผมมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างการบริหารที่ไม่ยึดโยงกับผู้ประกันตน ไม่สะท้อนเสียงอำนาจของผู้ประกันตน หรือว่าจะเป็นนายจ้าง เจ้าของเงิน อย่างแท้จริง กลายเป็นว่าคนที่มีอำนาจมากที่สุด คือ “ฝ่ายรัฐ” ซึ่งเป็นคนที่สมทบน้อยที่สุด แล้วข้าราชการต่างๆ ซึ่งไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียในกองทุนประกันสังคมเลย ก็ดันเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในกองทุนประกันสังคม รวมถึงกระบวนการตรวจสอบต่างๆ จึงทำให้เกิดช่องโหว่ หรือว่าง่ายที่จะเกิดการฮั้ว หรือการทุจริตกันอย่างง่ายที่สุด เพราะฉะนั้นในเมื่อโครงสร้างเป็นอย่างนี้ จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงแค่ตัวบุคคลหรือเปลี่ยนแปลงทีมบริหาร แต่คือการต้องเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารใหม่ทั้งหมด เพื่อสะท้อนเสียงของผู้ประกันตน และเสียงของนายจ้าง ให้เกิดความโปร่งใส เอามืออาชีพมาบริหารได้อย่างแท้จริง

@ร่างกฎหมายประกันสังคม ที่เตรียมจะยื่นเข้าสู่สภามีข้อดีอย่างไร

หลักการที่สำคัญที่สุด คือ การเอาประกันสังคมออกจากระบบราชการ ซึ่งอันนี้ก็อย่างที่ผมบอกว่าปัจจุบันข้าราชการมีอำนาจในการบริหารหรือการตัดสินใจในกองทุนประกันสังคมสูงที่สุด แทบจะเรียกว่าบริหารโดยข้าราชการเลย ก็เลยเป็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบหรือการให้มืออาชีพมาบริหาร ถ้าเราเอาออกนอกระบบราชการ จะเป็นประโยชน์ 2-3 ประเด็น

ประเด็นแรกก็คือยืนยันอำนาจของผู้ประกันตนและนายจ้างที่เป็นเจ้าของเงินที่แท้จริง บอร์ดบริหารที่มาจากการเลือกตั้งต้องมีอำนาจสูงสุดในการบริหาร ซึ่งปัจจุบันมันก็ไม่ได้มีอำนาจในการบริหารขนาดนั้นเพราะมีอนุกรรมการหลายชุดที่มาจากการแต่งตั้งของรัฐมนตรีจึงเป็นช่องให้เกิดการเอื้อกันได้

ประเด็นที่สองคือ ความโปร่งใสในการบริหาร  ซึ่งปัจจุบันความโปร่งใสต่ำมาก ไม่มีการบังคับให้เปิดเผยข้อมูล หรือไม่มีการเปิดเผยบันทึกการประชุม หลาย ๆ อย่างผู้ประกันตนไม่มีสิทธิ์ทักท้วง หรือมีการยื่นถอดถอนบอร์ด ถอดถอนคณะอนุกรรมการชุดใดได้เลย อันนี้ต้องกลับมายืนยันเรื่องของความโปร่งใส และอำนาจในการตรวจสอบของผู้ประกันตนและนายจ้าง

ประเด็นที่สามคือ เรื่องของความคล่องตัวในการบริหาร ปัจจุบัน เพราะเมื่ออะไรหลายๆอย่างอยู่ภายใต้ระเบียบราชการก็ทำงานได้ช้ามาก ไม่ว่าจะเป็น การผ่านสูตรแคร์ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากว่าจริงๆ ผ่านบอร์ดมาเป็นเดือนๆ แล้ว แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถบังคับใช้ได้ เพราะว่าต้องทำตามระเบียบราชการให้รัฐมนตรีเซ็นและส่งขึ้นไปที่ ครม. ก่อน หรือแม้กระทั่งเรื่องง่ายๆ อย่างการซื้อหุ้นแล้วเราเห็นว่าผลกำไรกำลังขาดทุน เจ้าหน้าที่ลงทุนไม่กล้า Cut Loss (ขายขาดทุน)  เพราะมีระเบียบราชการและอาจต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ Cut Loss การตัดสินใจขาย หรือว่าเรื่องการลงทุน นักลงทุนของประกันสังคมก็ถูกจ้างภายใต้ระเบียบราชการ ตามระเบียบของ ก.พ. ซึ่งจึงทำให้นักลงทุนประกันสังคมมีเงินเดือนที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับการที่เขาไปเป็นนักลงทุนให้กับเอกชน ทำให้เราดึงคนเก่งๆ มาเป็นนักลงทุนประกันสังคมได้ยากมากๆ มันคือการปลดล็อกศักยภาพของกองทุนด้วยเช่นกัน   

@ สาระสำคัญคือทำให้ประกันสังคมเหมือนองค์กรอิสระที่เอาภาคเอกชนมืออาชีพมาบริหารใช่หรือไม่

ลักษณะจะไม่ใช่องค์กรอิสระแบบที่เราเข้าใจ มันจะไม่ใช่การเอาออกมาเป็นเอกชน  แต่จะเอาออกมาเป็นการบริหารร่วมของสาธารณะ คือ ผู้ประกันตน นายจ้าง จะมีอำนาจเต็มในการบริหารมากๆ ผ่านการเลือกตั้งเข้าไป ดังนั้นจะมีความคล้ายและยังมีความแตกต่างในละเอียดกับ กบข. หรือการบริหารกองทุนอื่นๆ   โดยเป็นการเอามืออาชีพเข้ามาบริหารด้านการเงิน

@ ในส่วนของบอร์ดประกันสังคม ร่างกฎหมายของพรรคประชาชนต้องการให้มาจากการเลือกตั้ง 100 % ?

ถูกต้องครับ คือเราจะมีตัวแทนราชการอยู่แค่ 3 คน ซึ่งโครงสร้างเดิมจะเป็นตัวแทนรัฐ 7 คน ตัวแทนลูกจ้าง 7 คน ตัวแทนนายจ้าง 7 คน เป็น 7:7:7  ซึ่งบอร์ดจำนวนรวมเป็น 21 คน  มีความเทอะทะ และทำให้เกิดการฮั้วกันได้ค่อนข้างง่าย ทีนี้โครงสร้างของเราคือ รัฐ 3 คน นายจ้าง 4 คน ลูกจ้าง 4 คน ลดความเทอะทะของบอร์ดลง แล้วก็ทำให้การทำงานของบอร์ดคล่องตัวมากขึ้น อย่างที่บอกอำนาจตัดสินใจ ถ้าดูนายจ้างกับลูกจ้างจะมากกว่าราชการ ดังนั้นถ้าเราเทียบสัดส่วนการส่งประกันสังคม ลูกจ้าง 5 % นายจ้าง 5 % แต่รัฐ 2.75 % ไม่ควรมีเก้าอี้เท่ากันอยู่แล้วตามหลักการ อีกทั้งในกฎหมายที่เราจะเสนอจะบังคับให้เปิดเผยเรื่องการลงทุนให้มากขึ้นด้วย

@ยืนยันได้หรือไม่ว่าถ้ากฎหมายดังกล่าวผ่าน กองทุนจะไม่เจ๊งก่อนที่คนที่เริ่มเข้าสู่วัยทำงานในเวลานี้จะเกษียณ

เวลาเราบอกว่ากองทุนประกันสังคมจะเจ๊งภายในเวลา 20-30 ปี เป็นการพูดบนฐานที่นักคณิตศาสตร์ประกันภัยคำนวณ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่า Fixed Cost หรือต้นทุนคงที่ ในอีก 10 ปี เราต้องจ่ายบำนาญกี่คน และรายรับจะประมาณเท่าไร ซึ่งอันนี้เป็นการตั้งสมมติฐานบนฐานที่ว่าเราไม่ทำอะไรเลย ทีนี้การเปลี่ยนโครงสร้างอันนี้ ขั้นต่ำที่สุดทำให้เกิดการบริหารที่โปร่งใสขึ้น การมีโอกาสที่จะเพิ่มผลการลงทุนได้มากขึ้น จะเป็นการยืดอายุกองทุนอย่างแน่นอน เพราะว่าหนึ่งไม่เอาเงินมาใช้ไร้สาระ และเพิ่มผลตอบแทนในการลงทุน ซึ่งจะเพิ่มโอกาสที่กองทุนจะไม่ล้มอีกหลายเท่า

“ขอฝากพี่น้องประชาชนว่าในช่วงก่อนเลือกตั้งที่ผ่านมา ในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้ง เราจะเห็นว่าทุกพรรคออกมาบอกว่าเห็นด้วยเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า ต้องถึงเวลาปฏิรูปประกันสังคมแล้ว เห็นด้วยกับการปฏิรูปประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย หรือพรรคกล้าธรรม แทบจะทุกพรรคเลยเห็นด้วยกับการปฏิรูปประกันสังคม ผมคิดว่าเรื่องนี้ในเมื่อตอนที่คุณหาเสียงเลือกตั้งคุณบอกว่าเห็นด้วย วันที่เรายื่นกฎหมายเข้าสู่สภาก็อยากให้คุณรับผิดชอบคำพูดตัวเองในช่วงที่หาเสียงเลือกตั้งด้วย”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่