ศูนย์ข้อมูลที่ไม่มีหน้าต่างของบริษัท ไมโครซอฟท์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย เป็นส่วนหนึ่งของความเฟื่องฟูในการก่อสร้างด้านเทคโนโลยี ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่นำมาซึ่งโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมกับความต้องการทรัพยากรมหาศาล
เนื่องจากความต้องการปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพิ่มขึ้น บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีจึงเร่งลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐในภูมิภาคนี้ โดยได้รับแรงดึงดูดจากฐานผู้ใช้งานที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
ศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ ซึ่งเป็นสถานที่ขนาดใหญ่เหมือนกับโกดังสินค้า ที่จัดเก็บไฟล์ออนไลน์และขับเคลื่อนเครื่องมือเอไอต่าง ๆ ตั้งแต่แชตบอต ไปจนถึงเครื่องมือสร้างรูปภาพ ปรากฏขึ้นทั่วโลก และภาคส่วนนี้เติบโตอย่างรวดเร็วเป็นพิเศษในเอเชีย
ทั้งนี้ รายงานของบริษัท เคพีเอ็มจี ระบุว่า ความจุของศูนย์ข้อมูลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นสามเท่า จากระดับในปี 2568 ภายในปี 2573 โดยได้รับแรงผลักดันจากการใช้งานเอไอที่เพิ่มขึ้นสิบเท่า
“เราคาดว่าทุกแอปพลิเคชัน ทุกภาระงาน ผู้ใช้ทุกคน จะใช้เอไอในส่วนใดส่วนหนึ่งของขั้นตอนการทำงาน ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า” นายอลิสแตร์ สเปียร์ส ผู้จัดการฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานของไมโครซอฟท์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ศูนย์ข้อมูลหลายแห่งในเอเชีย จะเพิ่มความต้องการให้กับโครงข่ายไฟฟ้าที่ยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมาก รวมถึงสร้างแรงกดดันใหม่ต่อแหล่งน้ำในท้องถิ่น เพื่อป้องกันไม่ให้เซิร์ฟเวอร์ร้อนเกินไป
แม้สิงคโปร์เคยเป็นแหล่งรวมศูนย์ข้อมูลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาอย่างยาวนาน แต่ประเทศกลับหยุดการพัฒนาในช่วงปี 2562-2565 เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับพลังงาน น้ำ และการใช้ที่ดิน
กระนั้น ความสนใจในเอไอที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังการเปิดตัวของ “แชตจีพีที” ทำให้มีศูนย์ข้อมูลมากขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ประเทศไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม
ด้านนายตรุง กี จากบริษัทที่ปรึกษา “อาเธอร์ ดี. ลิตเติล” กล่าวว่า บริษัทต่าง ๆ แข่งขันกันเพื่อ “ความได้เปรียบของผู้เล่นรายแรก” เนื่องจากการตั้งศูนย์ข้อมูลเป็น “สถานการณ์ที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย” สำหรับรัฐบาล พร้อมกับชี้ให้เห็นว่า ศูนย์ข้อมูลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ ด้วยเครื่องมือออนไลน์ที่รวดเร็วยิ่งขึ้น และกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น
อนึ่ง คู่แข่งของไมโครซอฟท์อย่างแอมะซอน และกูเกิล รวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีนอย่างอาลีบาบา และเทนเซนต์ ก็มีศูนย์ข้อมูลอยู่ในภูมิภาคจาการ์ตาเช่นกัน
ทว่าศูนย์ข้อมูลจำนวนมากทำให้เขตเมืองหลวงที่มีประชากรราว 42 ล้านคน กำลังทรุดตัวลง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการสูบน้ำบาดาล ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐอินโดนีเซีย วางแผนที่จะย้ายเมืองหลวงไปยังกรุงนูซันตารา
เนื่องจากเทคโนโลยีเอไอพัฒนาอย่างรวดเร็ว ไมโครซอฟท์จึงสำรองที่ดินขนาดใหญ่ในกรุงจาการ์ตา สำหรับการก่อสร้างในอนาคต แต่ถึงอย่างนั้น กีกล่าวเตือนว่า ระบบรุ่นต่อไปน่าจะต้องการพลังประมวลผลมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ความต้องการทรัพยากรเพิ่มขึ้นด้วย.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



