สมาคมกีฬาบริดจ์แห่งประเทศไทย จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 เมื่อวันเสาร์ที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ห้องราชกรีฑา สมาคมราชกรีฑาสโมสร โปโลคลับ ซึ่งการประชุมครั้งนี้ นายชยวัฒน์ พิเศษสิทธิ์ ได้ประกาศวางมือจากตำแหน่ง นายกสมาคมกีฬาบริดจ์แห่งประเทศไทย เพื่อส่งต่อให้กับผู้นำคนใหม่ พร้อมกับการนำเสนอผลการดำเนินงานในรอบ 10 ปี ของการทำงานต่อที่ประชุมใหญ่ ดังนี้

1 ทศวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลงของ “ชยวัฒน์ พิเศษสิทธิ์”

  • ผู้สร้างยุคใหม่ของกีฬาบริดจ์ไทย
    ในประวัติศาสตร์ของกีฬาแต่ละชนิด มักมีช่วงเวลาหนึ่งที่ถูกจดจำว่าเป็น “ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่าน”

ช่วงเวลาที่กีฬานั้นก้าวจากจุดเดิมไปสู่อนาคตใหม่อย่างมีทิศทาง สำหรับวงการกีฬาบริดจ์ของประเทศไทย ช่วงเวลาเช่นนั้นเกิดขึ้นในช่วง ทศวรรษที่ผ่านมา

และหนึ่งในบุคคลสำคัญที่มีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ คือ “บิ๊กเลาะ” ชยวัฒน์ พิเศษสิทธิ์ นายกสมาคมสมาคมกีฬาบริดจ์แห่งประเทศไทย ตลอดระยะเวลา 10 ปี ของการบริหารงาน

กีฬาบริดจ์ไทยได้ค่อย ๆ พัฒนาและเติบโตจากฐานเดิม สู่การเป็นกีฬาสมองที่มีระบบการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

  • จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง

ในอดีต กีฬาบริดจ์ในประเทศไทย มักถูกมองว่าเป็นกิจกรรมเฉพาะกลุ่ม และยังไม่ได้ขยายตัวไปสู่เยาวชนหรือสถาบันการศึกษาในวงกว้าง ความท้าทายสำคัญของการบริหารสมาคมในช่วงเวลานั้น

คือการทำให้กีฬาบริดจ์ ก้าวออกจากกรอบเดิม และสร้างการเติบโตในระยะยาว แนวคิดสำคัญที่ถูกนำมาใช้คือการ สร้างระบบการพัฒนาอย่างเป็นโครงสร้าง ทั้งการขยายฐานนักกีฬา, การสร้างผู้ฝึกสอน และการพัฒนาเวทีการแข่งขัน

  • การสร้างรากฐานเยาวชนบริดจ์ไทย

หนึ่งในแนวทางสำคัญของการพัฒนากีฬาบริดจ์ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา คือ การนำกีฬาบริดจ์เข้าสู่ระบบการศึกษา การทำงานร่วมกับโรงเรียนและสถาบันการศึกษา ช่วยเปิดโอกาสให้เยาวชนจำนวนมากได้รู้จักและเรียนรู้กีฬาบริดจ์

จากจุดเริ่มต้นเพียงไม่กี่แห่ง เครือข่ายสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมพัฒนากีฬาบริดจ์ ได้ขยายตัวไปยังหลายจังหวัดทั่วประเทศ การเติบโตของเครือข่ายดังกล่าว ทำให้เกิดนักกีฬาบริดจ์รุ่นใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งการสร้างระบบการแข่งขันสำหรับเยาวชน ซึ่งกลายเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของนักกีฬา จากกิจกรรมสู่ระบบนิเวศน์กีฬา

อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญของการพัฒนากีฬาบริดจ์ไทย คือ การสร้างระบบนิเวศกีฬา (Sport Ecosystem) การพัฒนาไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในสนามแข่งขัน แต่เกิดจากองค์ประกอบหลายด้านที่เชื่อมโยงกัน เช่น
ระบบการพัฒนาผู้ฝึกสอน
โครงสร้างการแข่งขัน
เครือข่ายสถาบันการศึกษา
ความร่วมมือกับองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน

ระบบเหล่านี้ช่วยให้กีฬาบริดจ์มีพื้นฐานการพัฒนาที่มั่นคงและสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

ในขณะเดียวกัน กีฬาบริดจ์ ยังได้รับการนำเสนอในมิติของ Mind Sport ซึ่งช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การวางแผน และการทำงานเป็นทีม

แนวคิดนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของกีฬาบริดจ์ในสังคมไทยค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป

  • วิสัยทัศน์ต่ออนาคตของกีฬาบริดจ์ไทย

นายชยวัฒน์ พิเศษสิทธิ์ กล่าวว่า “กีฬาบริดจ์ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันของเกมไพ่ แต่เป็นกีฬาสมองที่ช่วยพัฒนาความคิด การวิเคราะห์ และการทำงานเป็นทีม ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของเยาวชนในโลกยุคใหม่”

เขาเชื่อว่ากีฬาบริดจ์สามารถเป็น เครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเยาวชนของประเทศ โดยเฉพาะในด้านการสร้างกระบวนการคิดเชิงวิเคราะห์และการตัดสินใจ

“ผมอยากเห็นกีฬาบริดจ์ได้รับการสนับสนุนมากขึ้น จากทั้งภาครัฐ คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ และการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เพราะกีฬาบริดจ์มีคุณค่าต่อการพัฒนาเยาวชนของชาติ”

“หากประเทศไทยสามารถนำกีฬาสมองอย่างบริดจ์ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเยาวชน ผมเชื่อว่าจะช่วยสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะการคิด และสามารถเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคตได้”

  • การส่งต่อยุคใหม่ของบริดจ์ไทย

นายชยวัฒน์พิเศษสิทธิ์ และคณะกรรมการบริหารสมาคมกีฬาบริดจ์แห่งประเทศไทย จะหมดวาระลงในเดือน พ.ค.2569 และจะต้องจัดการเลือกตั้งนายกสมาคมท่านใหม่ ภายใน 30 วัน ซึ่งจะอยู่ในเดือน มิ.ย. การเลือกตั้งครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งผู้นำ แต่ยังเป็นช่วงเวลาของการส่งต่อยุคใหม่ของบริดจ์ไทย

ตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา การบริหารงานของ “ชยวัฒน์ พิเศษสิทธิ์” ได้สร้างรากฐานสำคัญให้กับการพัฒนากีฬาบริดจ์ของประเทศ และรากฐานเหล่านี้ กำลังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของบทต่อไปในประวัติศาสตร์ของบริดจ์ไทย

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ จึงไม่ใช่จุดสิ้นสุดของยุคหนึ่ง แต่เป็นการเปิดประตูสู่อนาคต บนพื้นฐานของการทำงานและวิสัยทัศน์ที่ถูกสร้างขึ้นตลอด 10 ปี ที่ผ่านมา.

วอน อ่อนวงค์