เมืองซีฮึง (Siheung) ตั้งอยู่ที่จังหวัดคยองกี ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุด และตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาหลีใต้ ได้รับการยอมรับในฐานะ “ห้องทดลองที่มีชีวิต” ระดับโลก จากการประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนภาพลักษณ์จากเมืองอุตสาหกรรมหนักที่เสื่อมโทรมสู่เมืองอัจฉริยะต้นแบบระดับชาติ ด้วยอัตราการเติบโตของประชากรจาก 93,000 คน เมื่อปี 2532 สู่มากกว่า 500,000 คนในปัจจุบัน

เมืองซีฮึงได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ยุทธศาสตร์ที่ผสานระหว่างเทคโนโลยีขั้นสูง สถาบันการศึกษา และการอนุรักษ์ธรรมชาติ สามารถสร้างความมั่งคั่งใหม่ให้กับเมืองรองได้อย่างยั่งยืน

สวนสาธารณะทะเลสาบอึนกเย ในเมืองซีฮึง

ความโดดเด่นของเมืองซีฮึงที่ไทยควรศึกษาเป็นอันดับแรก คือการพัฒนา “Smart City Data Hub” ภายใต้โครงการ National Strategic Smart City Program (NSSCP) ระหว่างปี 2561-2565 ความแตกต่างที่สำคัญจากโครงการเมืองอัจฉริยะทั่วไป คือการใช้มาตรฐานเปิด NGSI-LD เพื่อทำลายกำแพงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เทคโนโลยีนี้ถูกนำมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ระบบตรวจสอบฝุ่นละออง LiDAR โดยซีฮึงเป็นเมืองแรกในโลกที่ใช้เทคโนโลยี LiDAR สแกนหาความเข้มข้นของฝุ่นละเอียดในระดับความละเอียด 30 เมตร ครอบคลุมรัศมี 5 กิโลเมตร ทุก 10 นาที ซึ่งช่วยให้เทศบาลสามารถระบุแหล่งกำเนิดมลพิษจากโรงงานหรือการจราจร ได้อย่างแม่นยำกว่าระบบตรวจวัดทั่วไป

ด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกลุ่มเปราะบาง เมืองซีฮึงมีการเชื่อมโยงข้อมูลเซนเซอร์ IoT เข้ากับ “ศูนย์ดูแลเด็กอัจฉริยะ” ที่สามารถควบคุมระบบระบายอากาศอัตโนมัติและใช้ระบบจดจำใบหน้า (Face Recognition) เพื่อรักษาความปลอดภัย

ในด้านการปฏิรูปอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยวเชิงสันทนาการเพื่อดึงดูดแรงงานทักษะสูงและคนรุ่นใหม่ เมืองซีฮึงยกระดับนิคมอุตสาหกรรมซีฮวาเดิมสู่ Smart Green Industrial Complex ผ่านโครงการฟื้นฟูขนานใหญ่ เพื่อขยายถนน เพิ่มที่จอดรถ และสร้างพื้นที่สีเขียวภายในนิคม นอกจากนี้ ยังมีโครงการเมืองท่องเที่ยวทางน้ำอัจฉริยะ ท่าเรือ และศูนย์วิทยาศาสตร์นิเวศวิทยาทางทะเล เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ถมทะเลให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับพรีเมียม

นอกจากนี้ เมืองซีฮึงไม่ได้ทิ้งรากเหง้าทางธรรมชาติ สวน Gaetgol Eco Park คือพื้นที่ชุ่มน้ำในแผ่นดินที่ได้รับการประกาศเป็นเขตคุ้มครองระดับชาติ เมื่อปี 2555 เมืองซีฮึงนำกระบวนการ “วิทยาศาสตร์พลเมือง” ( Citizen Science ) มาใช้ในการติดตามความหลากหลายทางชีวภาพของนกน้ำและพืชทนเค็ม พร้อมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เท่าเทียม เพื่อให้ผู้สูงอายุและคนพิการสามารถเข้าถึงธรรมชาติได้โดยไร้อุปสรรค

นาเกลือแบบดั้งเดิม ภายในสวนนิเวศวิทยาเกตโกล ที่เมืองซีฮึง

การศึกษาโมเดลเมืองซีฮึงช่วยให้เห็น “ทางลัด” ในการพัฒนาเมืองรองของไทยภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และ 14 โดยเมืองรองของไทยควรเลิกเน้นการซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แยกส่วน แต่ควรลงทุนใน “Data Hub” มาตรฐานกลางที่เชื่อมโยงข้อมูลระดับจังหวัดได้จริง เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม มลพิษ และความปลอดภัย

หอคอยไม้พัดวน ภายในสวนนิเวศวิทยาเกตโกล ที่เมืองซีฮึง

การดึงสถาบันการศึกษาออกจากรั้วมหาวิทยาลัย โดยมหาวิทยาลัยในภูมิภาคของไทยต้องทำหน้าที่เป็น “Anchor Institution” ย้ายศูนย์วิจัยมาอยู่ในเขตเมืองเพื่อกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานและนวัตกรรมในท้องถิ่น ขณะที่นิคมอุตสาหกรรมเก่าในไทยต้องปรับตัวสู่การเป็น Smart Green Hub โดยการเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกด้านไลฟ์สไตล์เพื่อรักษาแรงงานฝีมือ และการกระจายอำนาจ

ความสำเร็จของเกาหลีใต้ในการพัฒนาเมืองซีฮึง มาจากนโยบาย “Local Era” ที่ให้อำนาจท้องถิ่นบริหารงบประมาณและตัดสินใจในโครงการอัจฉริยะเอง การเติบโตอย่างรวดเร็วของเมืองซีฮึงสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาเมืองรองให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่เพียงการสร้างสิ่งปลูกสร้างใหม่ แต่คือการบริหารจัดการ “สมองของเมือง” ผ่านข้อมูล และ “จิตวิญญาณของเมือง” ผ่านการผสานเทคโนโลยีเข้ากับวิถีชีวิตและธรรมชาติอย่างกลมกลืน .

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES