“ทีมข่าวอาชญากรรม”ย้อนไทม์ไลน์  หนึ่งหน้าข่าวประวัติศาสตร์ที่ใกล้สิ้นสุด ระหว่างทางเกิดอะไรขึ้นบ้างนับตั้งแต่ตัดสินใจกลับมาตุภูมิเมื่อวันที่ 22 ส.ค.66  และหลังรับโทษในเรือนจำได้เพียง“ครึ่งวัน” นายทักษิณถูกนำตัวส่งรักษารพ.ตำรวจนาน 6 เดือน จนได้พักโทษคุมประพฤติที่บ้านจันทร์ส่องหล้า และพ้นโทษในห้วงกฤษฎีกาอภัยโทษหมู่ปี 67

การรักษาตัวยาวนาน ณ ชั้น 14  รพ.ตำรวจ กลายเป็น“จุดเปลี่ยน”ที่นำมาสู่การคุมขัง“ภาค 2” หลังศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่ง“บังคับโทษ” ด้วยวินิจฉัยว่ากระบวนการส่งตัวไปรักษาภายนอกเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร“ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ทำให้เวลานั้นไม่นับรวมเป็นวันต้องโทษ และสั่งให้กลับไปรับโทษตามที่ได้รับพระราชทานอภัยลดโทษจำคุก 1 ปี

เป็นสาเหตุให้วันที่ 9 ก.ย.68 นายทักษิณถูกควบคุมตัวไปรับโทษในเรือนจำ จนถึงปัจจุบันผ่านเงื่อนไขพิจารณาพักโทษ และจะได้รับการปล่อยตัวไปคุมประพฤติต่อที่บ้านพักวันที่ 11 พ.ค.นี้

จังหวะชีวิตหลังกำแพง         

22 ส.ค.66  นายทักษิณเดินทางกลับไทย  โดยปรากฏตัวกับสื่อและมวลชนที่มาต้อนรับ จากนั้นเข้ารับฟังคำพิพากษา 3 คดีค้างเก่า (คดีให้นอมินีถือหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) , คดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว หรือหวยบนดิน และคดีสั่งการ Exim Bank  อนุมัติเงินกู้สินเชื่อ 4,000 ล้านบาทแก่รัฐบาลเมียนมาร์) รวมโทษจำคุก 8 ปี ต่อมาได้พระราชทานอภัยลดโทษเหลือจำคุก 1 ปี

อย่างไรก็ตาม กลางดึกคืนแรกของการจำคุก นายทักษิณมีอาการป่วยกำเริบ ถูกส่งเข้ารพ.ตำรวจ รักษาตัวนาน 6 เดือน (23 ส.ค.66-17 ก.พ.67) และมีเพียงครั้งเดียวที่ปรากฏภาพในโลกออนไลน์ออกมาให้เห็น เป็นภาพบริเวณทางเดินตรงข้ามอาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา รพ.ตำรวจ ขณะเคลื่อนย้ายนายทักษิณในชุดคนไข้สีฟ้า สวมหน้ากากอนามัยนอนบนเตียงเข็น ระบุเป็นการนำตัวไปทำ CT Scan และ MRI

จากนั้นไม่เคยปรากฏภาพใดอีกเลย กระทั่งนายทักษิณเข้าเกณฑ์พักโทษกรณีมีเหตุพิเศษ อายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป มีอาการป่วย และจำคุกมาไม่น้อยกว่า 1 ใน 3  ปล่อยตัวพักโทษ ณ บ้านจันทร์ส่องหล้าวันที่ 18 ก.พ.67 ในสภาพใส่อุปกรณ์พยุงคอและแขน

แต่…จากนั้นไม่นานก็ถูกส่งตัวรับโทษอีกครั้ง เมื่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งให้บังคับโทษ โดยไม่ถือว่าการรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ตำรวจ เป็นระยะเวลาคุมขัง

บังคับโทษ 1 ปี เยี่ยม 61 ครั้ง

9 ก.ย.68 นายทักษิณ ถูกคุมตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนย้ายไปเรือนจำกลางคลองเปรมเพราะถือเป็นนักโทษเด็ดขาด(คดีถึงที่สุด) ตลอดห้วงเวลารับโทษได้รับอนุญาตญาติเยี่ยมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ทุกวันจันทร์ และวันพฤหัสบดี  นับตั้งแต่เยี่ยมครั้งแรก 15 ก.ย.68 จนถึงนัดสุดท้าย 7 พ.ค.69 ครอบครัวสลับสับเปลี่ยนเข้าเยี่ยม รวม 61 ครั้ง

ผ่านด่านพักโทษ-ติด EM      

แม้การพักโทษคุมประพฤติก่อนหน้าจะไม่มีเงื่อนไขติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว หรือ EM  แต่ครั้งนี้ต่างออกไป  หลังผ่านฉลุยในขั้นตอนเห็นชอบพักโทษของคณะกรรมการทั้ง 3 ระดับ ได้แก่ คณะกรรมการพักการลงโทษระดับเรือนจำ ระดับกรมราชทัณฑ์ และระดับกระทรวงยุติธรรม แต่การพักโทษรอบนี้นายทักษิณต้องติด EM  ซึ่งเป็นกำไลข้อเท้า จนกว่าจะพ้นโทษ  และต้องรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่คุมประพฤติเดือนละครั้ง เป็นเวลา 4 เดือน หากกระทำผิดเงื่อนไขพักโทษต้องส่งกลับเข้าเรือนจำรับโทษที่เหลือ

เมื่อพักโทษคุมประพฤติครบกำหนด  ตามขั้นตอนกรมราชทัณฑ์ เรือนจำจะออกเอกสารใบบริสุทธิ์ หรือใบสุทธิ ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญปล่อยตัวผู้พ้นโทษ เพื่อเป็นหลักฐานว่าได้รับการปล่อยตัวถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งยังใช้ปลดรายชื่อออกจากทะเบียนประวัติอาชญากรที่มีผลต่อการเดินทางไปต่างประเทศ

สำหรับนายทักษิณที่จะครบกำหนดพ้นโทษในวันที่ 9 ก.ย.69 กรมราชทัณฑ์จะออกเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งให้นายทักษิณไว้แสดงตนต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ หากต้องทำกิจกรรมใดที่จำเป็นต่อการตรวจสอบประวัติอาชญากร ส่วนอีกฉบับจะถูกเก็บไว้ที่เรือนจำ

เส้นทางคดีของนายทักษิณ ปัจจุบันยังมีคดีความที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาอีก 1 คดี เป็นคดีที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ ฟ้องข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ(มาตรา 112) และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรฯ  กรณีให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีใต้ เมื่อปี 2558  

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษา“ยกฟ้อง” แต่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ 1860/2567 ไปเมื่อวันที่ 28 พ.ย.68 ล่าสุดยังอยู่ระหว่างชั้นอุทธรณ์ที่ต้องจับตาคำพิพากษาต่อไป.

ทีมข่าวอาชญากรรม  รายงาน