ทั้งกรณี “ทราย สก๊อต” ที่ออกมาเปิดเผยปมถูกล่วงละเมิดทางเพศในวัยเด็ก และกรณี“อาจารย์ดังภาคเหนือ” ที่ถูกกล่าวหาใช้พิธีกรรม“อมมังกรแก้กรรม” เป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากผู้ศรัทธา ล้วนสะท้อนภาพเดียวกัน คือการใช้อำนาจกดทับเหยื่อ

ในทางอาชญาวิทยา ความรุนแรงทางเพศไม่ใช่เพียงพฤติกรรมเบี่ยงเบนของปัจเจกบุคคล หากแต่เป็น“พยาธิสภาพทางสังคม” ที่เกิดจากโครงสร้างความสัมพันธ์อันไม่เท่าเทียม ภายใต้วัฒนธรรมอำนาจนิยมและระบบปิตาธิปไตย ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้มีอำนาจสามารถควบคุม บงการ และนิยามความจริงเหนือเหยื่อได้อย่างเป็นระบบ

ขณะที่ผู้เสียหายจำนวนมากกลับถูกกดดันให้เงียบ เพราะความอับอาย ความกลัว และค่านิยมที่มองว่า “เรื่องในบ้านไม่ควรถูกเปิดเผย” หรือ “ผู้มีบุญบารมีไม่อาจกระทำผิดได้” จนทำให้“บ้าน” ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย  และ“คนที่ควรปกป้อง” กลายเป็นไร้ที่พึ่ง

จากข้อมูลของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ชี้ว่าปี 68 มีผู้ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่เข้ารับบริการศูนย์พึ่งได้ 16,890 ราย เฉลี่ย 46 รายต่อวัน โดยเพศหญิง ถูกกระทำรุนแรงมากที่สุด 15,108 ราย คิดเป็นร้อยละ 89.45

“ทีมข่าวอาชญากรรม” ชวนวิเคราะห์สถานการณ์ประเด็นนี้กับ ดร.วราภรณ์  แช่มสนิท  ที่ปรึกษาแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ  สมาคมเพศวิถีศึกษา  สะท้อนว่าข้อมูลของหน่วยงานช่วยเหลือผู้เสียหายจำนวนมาก  พบว่าผู้กระทำความรุนแรงทางเพศส่วนใหญ่มักเป็น “คนใกล้ชิด” ทั้งคนรู้จัก ญาติ หรือสมาชิกในครอบครัว

โดยเฉพาะ“เด็ก”ที่ยังต้องพึ่งพาผู้ใหญ่ทั้งด้านเศรษฐกิจ การดูแล และความผูกพันทางอารมณ์ เมื่อผู้ที่ควรทำหน้าที่ปกป้องกลับกลายเป็นผู้กระทำ เด็กจำนวนมากจึงเกิดความสับสน หวาดกลัว และไม่สามารถส่งเสียงขอความช่วยเหลือได้

ขณะเดียวกันผู้กระทำก็มักใช้วิธีข่มขู่ไม่ให้เปิดเผยเรื่องราว ทำให้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวจำนวนมากถูก“ปิดเงียบ”  อยู่หลังประตูบ้าน

นอกจากนี้ สังคมไทยยังมีค่านิยมยกย่อง“ครอบครัวในอุดมคติ” และปลูกฝังเรื่อง “ความกตัญญู”อย่างเข้มข้น จนทำให้ผู้ถูกกระทำจำนวนไม่น้อย “ไม่กล้าตั้งคำถาม”ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง  เกรงถูกมองว่าเป็นคน“เนรคุณ” หรือทำลายชื่อเสียงครอบครัว  ส่งผลให้หลายครอบครัวเลือก“ปกปิด”ปัญหาไว้  แม้รับรู้ว่ามีการใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นในบ้าน ขณะที่ยังมีผู้เสียหายจำนวนมากติดอยู่ในภาวะพึ่งพิงทางเศรษฐกิจ หรืออยู่ภายใต้อำนาจผู้กระทำ จนไม่สามารถพาตัวเองออกจากวงจรความรุนแรงได้

ดร.วราภรณ์ ยังเชื่อมโยงไปถึงกรณีผู้มีชื่อเสียง หรือผู้มีบารมีทางความเชื่อที่ตกเป็นข่าวล่วงละเมิดทางเพศ  โดยมองว่าเรื่องราวนี้สะท้อนถึง“สังคมอำนาจนิยม” ที่ฝังรากลึกในสังคมไทย  ผู้คนจำนวนมากถูกสอนให้เคารพ เชื่อฟัง และไม่กล้าตั้งคำถามต่อผู้ที่มีอำนาจ  ไม่ว่าจะเป็นอำนาจจากตำแหน่ง หน้าที่ ชื่อเสียง ฐานะทางเศรษฐกิจ หรืออำนาจทางจิตวิญญาณ ความศรัทธา และไสยศาสตร์

เมื่อบุคคลเหล่านี้ได้รับการยกย่องอย่างสูง จึงมีโอกาสใช้สถานะดังกล่าวสร้างความน่าเชื่อถือและแสวงหาประโยชน์จากผู้ที่กำลังทุกข์ยากหรือมีความเปราะบางทางจิตใจได้ง่ายขึ้น

“คนที่เข้าไปหาผู้มีบารมีลักษณะนี้ ส่วนใหญ่เป็นคนที่กำลังมีปัญหา เช่น เจ็บป่วย มีความทุกข์ หรือกำลังมองหาที่พึ่ง เมื่ออยู่ในภาวะเปราะบางก็ยิ่งเสี่ยงต่อการถูกชักจูงหรือเอาเปรียบ  หากผู้ที่ถูกยกย่องมีเจตนาไม่สุจริตก็สามารถใช้อำนาจทางความเชื่อกดดันหรือหลอกลวงเหยื่อได้ง่าย”

พร้อมย้ำว่า การใช้พิธีกรรมหรือความเชื่อเป็นเครื่องมือบังคับให้เหยื่อยอมรับพฤติกรรมทางเพศ ถือเป็น“ความรุนแรงทางเพศ” อย่างชัดเจน เพราะผู้เสียหายไม่ได้ให้ความยินยอมอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ดร.วราภรณ์  ชี้หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้เสียหายจำนวนมากไม่กล้าออกมาเปิดเผยคือ ความหวาดกลัวต่ออำนาจ ชื่อเสียง และเครือข่ายสนับสนุนของผู้กระทำ  อีกทั้งหลายกรณีมักเกิดขึ้นใน“พื้นที่ส่วนตัว” ไม่มีพยานหลักฐานชัดเจน  ทำให้เหยื่อกังวลว่าจะไม่มีใครเชื่อ

แต่เมื่อมีผู้เสียหายออกมาพูดก็มักต้องเผชิญกับ“วัฒนธรรมโทษเหยื่อ” เช่น การตั้งคำถามว่าทำไมไม่หนี  ทำไมเพิ่งออกมาพูด หรือกล่าวหาว่าต้องการชื่อเสียงและผลประโยชน์  สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้ผู้ถูกกระทำจำนวนมากเลือก“เก็บเงียบ”และแบกรับบาดแผลไว้เพียงลำพัง

ส่วนมิติทางกฎหมาย  มองว่า พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะแม้ชื่อกฎหมายระบุว่า “คุ้มครองผู้ถูกกระทำ” แต่เจตนารมณ์และแนวปฏิบัติกลับให้ความสำคัญกับการ “รักษาสถาบันครอบครัว” มากกว่าความปลอดภัยของผู้เสียหาย  โดยเจ้าหน้าที่จำนวนไม่น้อยพยายามไกล่เกลี่ยให้คู่กรณีกลับไปอยู่ร่วมกัน แม้ผู้ถูกกระทำบางรายยังอยู่ในภาวะเสี่ยงหรือไม่พร้อมกลับเข้าสู่ความสัมพันธ์เดิม

ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายภาคประชาสังคมกว่า 15 องค์กร จึงร่วมกันผลักดันให้แก้ไขกฎหมายดังกล่าว เพื่อเปลี่ยนหลักคิดจาก “การรักษาครอบครัว” มาเป็น “การคุ้มครองผู้ถูกกระทำ” เพราะเมื่อมีผู้เสียหายตัดสินใจก้าวออกมาขอความช่วยเหลือจากรัฐ นั่นหมายถึงปัญหารุนแรงถึงจุดที่ไม่สามารถรับมือได้อีกต่อไป

“สิ่งสำคัญที่สุดจึงควรเป็นการทำให้ผู้เสียหายปลอดภัย  ก่อนพิจารณาเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว”

ดร.วราภรณ์ ยังฝากสังคมหากมีเด็กหรือผู้เสียหายเข้ามาเปิดเผยเรื่องราว “การรับฟังโดยไม่ตัดสิน”สำคัญที่สุด ไม่ต้องรีบตั้งคำถามในลักษณะโทษเหยื่อ  หรือทำให้รู้สึกว่าตนเองเป็นฝ่ายผิด พร้อมแนะนำให้ผู้ประสบปัญหามองหาผู้ใหญ่หรือคนใกล้ชิดที่ไว้ใจได้  รวมถึงขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานเกี่ยวข้อง เช่น ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน 1300 ของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) หรือองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านความรุนแรงทางเพศและความรุนแรงในครอบครัว

ที่สุดแล้วความรุนแรงทางเพศและความรุนแรงในครอบครัวอาจไม่ใช่เพียง “ปัญหาส่วนตัว” ของใครคนหนึ่ง หากแต่เป็นภาพสะท้อนของโครงสร้างสังคมที่ปล่อยให้อำนาจ ความกลัว และวัฒนธรรมความเงียบงันดำรงอยู่เหนือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกกระทำมาอย่างยาวนาน หลายกรณีที่ถูกเปิดเผยในวันนี้  จึงไม่ใช่เพียงการเปิดโปงตัวผู้กระทำผิด แต่คือการตั้งคำถามต่อค่านิยมที่ทำให้เหยื่อต้องเงียบ ต้องอดทน และต้องแบกรับบาดแผลไว้เพียงลำพัง ภายใต้ความเชื่อว่า “เรื่องในบ้านไม่ควรถูกพูดถึง” หรือ “ผู้มีอำนาจย่อมไม่ผิด”

และแม้วันนี้สังคมเริ่ม“กล้าพูด”ถึงปัญหานี้มากขึ้น  แต่สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่เพียงการลงโทษผู้ลงมือ  แต่คือการสร้างสังคมที่ผู้เสียหายสามารถ“ส่งเสียง”ได้โดยไม่ถูกตัดสิน  มีระบบกฎหมายที่คุ้มครองความปลอดภัยแท้จริง และมีวัฒนธรรมที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนกล้าตั้งคำถามต่ออำนาจที่ไม่ชอบธรรม  

เพราะตราบใดที่สังคมยังเลือกปิดตา ความรุนแรงก็จะยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่หลังประตูบ้าน  อยู่ภายใต้ใบหน้าของคนที่สังคมเคารพนับถือ  โดยไม่มีใครได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของเหยื่อต่อไป.

ทีมข่าวอาชญากรรม   รายงาน