ฟุตบอลโลก 2026 ยังคาราคาซัง ว่าคนไทยจะได้ดูไหม ค่อนมาทาง “อด” มากกว่า
ก็น่าเสียดายหากไม่ได้ดู คนชอบบอล ก็แอบๆ ลุ้นว่าจะมีพลิกล็อกโค้งท้าย
ถ้าได้ก็จะชมกันตาเยิ้ม เพราะ “ฟีฟ่า” เพิ่มขนาด
หนก่อนที่กาตาร์ มี 32 ทีม เตะรวม 64 แมตช์, หนนี้ 48 ทีม เตะรวม 104 แมตช์
หนก่อน แบ่ง 8 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม, หนนี้ก็กลุ่มละ 4 ทีม แต่แบ่ง 12 กลุ่ม
หนก่อน รอบน็อกเอาท์ เริ่มที่รอบ 16 ทีมสุดท้าย, หนนี้ รอบน็อกเอาท์ เริ่มที่รอบ 32 ทีมสุดท้าย
เท่ากับว่า เทียบกับหนก่อน ทีมที่เตะแบบเต็มแม็กซ์ จะเพิ่มแมตช์เดียว จาก 7 แมตช์ เป็น 8 แมตช์
สิ่งที่แตกต่าง เหมือนวนกลับไปใช้สมัยยุคเล่น 24 ทีม คือ อันดับ 3 ยังมีโอกาสเข้ารอบ
กล่าวคือ ที่ 1-2 ของกลุ่ม กับอันดับ 3 ที่ดีที่สุด 8 ทีมจาก 12 กลุ่ม
รอบแรก ความเข้มข้นจึงยังไม่มากนัก เพราะด้วยการที่ขยายจำนวนทีม ทำให้ทีมใหญ่ ทีมขวัญใจมหาชนกระจายไปเจอทีมรอง ทีมเล็ก
แล้วเมื่อเอาเข้ารอบตั้งเกือบ 3 ทีม ทีมใหญ่จึงไม่น่าพลาด แรงกดดันไม่มาก
มีโอกาสให้สะดุดได้ เครื่องร้อนช้าได้
ชนช้างมีน้อย ประตูเข้ารอบมีมาก 72 แมตช์ รอบแรก จึงอาจจะจืดๆ

อีกประเด็นที่ดึงให้กร่อยคือเรื่องของเวลา ที่ตรงกับในไทยไม่ใช่ช่วงที่ดี เตะดึกต่อเนื่องถึงเช้า
5 ทุ่ม เป็นต้นไป เช้ามืด, เช้าตรู่, เช้าสายๆ, เพล
เป็นเวลาพักผ่อน หรือทำงาน ไม่มีคู่เย็น หรือหัวค่ำ ที่ถือเป็นเวลาดีของคนไทย
บอลโต้รุ่ง วัยรุ่นอาจไหว แต่วัยโรยรา (อย่างผม) คงอดนอนไม่ไหว ตื่นมาอีกวันแสนจะเพลีย
และอย่างที่บอก เกมรอบแรกก็ดูห่างๆ ไม่น่าลุ้นอะไร
ด้วยการเพิ่มทีม, ความห่างชั้น, ความง่ายของการเข้ารอบ, เรื่องเวลา…
บอลโลก 2026 (สำหรับผม) จึงไม่น่าสนใจเท่าไหร่ อาจแค่ดูห่างๆ อย่างไม่ห่วงในช่วงแรก
เปิดทีวีทิ้งไว้ หลับก็หลับ
รอสัก รอบ 16 ทีม รอบ 8 ทีมเป็นต้นไป ค่อยฮึดตั้งหลักตามชมกันแบบจริงๆ จังๆ ก็แล้วกัน
อันนี้พูดเผื่อไว้ถ้าได้ถ่ายนะ
ถ้าไม่มีก็แยกย้าย นอนกันยาวๆ ไป.
วุฒินล



