หลังจากช็อกโกแลตแท่งมีขนาดเล็กลง ปริมาณเวเฟอร์เพิ่มขึ้น และมีช็อกโกแลตทางเลือกอื่นมากมาย มาเป็นเวลาหนึ่งปี ผู้ผลิตช็อกโกแลตรายใหญ่อย่างน้อยหนึ่งราย กำลังนำโกโก้กลับมาใส่ในผลิตภัณฑ์อีกครั้ง และผู้ผลิตรายอื่น ๆ ก็อาจทำตาม เนื่องจากราคาเมล็ดโกโก้ที่ร่วลงตั้งแต่ปี 2567 ทำให้การผลิตช็อกโกแลตแบบดั้งเดิมมีกำไรมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ซึ่งเกิดจากราคาซื้อขายโกโก้ล่วงหน้าลดลงเกือบ 70% จากระดับสูงสุดในช่วงปลายปี 2567 ส่งผลให้ราคาขายปลีกสำหรับผู้บริโภคลดลง ความต้องการโกโก้ฟื้นตัว และพลิกกลับแนวโน้มบางส่วนของการใช้ช็อกโกแลตทางเลือกที่มีปริมาณโกโกน้อยเกินไป จนไม่จัดว่าเป็นช็อกโกแลต
บริษัท เฮอร์ชีย์ (Hershey) ผู้ผลิตขนมหวานในสหรัฐ ประกาศแผนการเพิ่มปริมาณโกโก้ในผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่เรียกว่า “ลูกอมช็อกโกแลต” ขณะที่หลายชายของผู้ก่อตั้งบริษัท รีสส์ (Reese’s) วิพากษ์วิจารณ์เฮอร์ชีย์ที่ปรับสูตรผลิตภัณฑ์บางอย่างของรีสส์ ให้กลายเป็นลูกอมช็อกโกแลต ทำให้บริษัทระบุว่าตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ผลิตภัณฑ์ของเฮอร์ชีย์และรีสส์ทั้งหมด จะกลับไปใช้สูตรดั้งเดิม
ด้านผู้มีส่วนร่วมและผู้สันทัดกรณีในอุตสาหกรรม รวมถึงนายโรเจอร์ แบรดชอว์ ที่ปรึกษาอิสระ กล่าวว่า บริษัทอื่น ๆ มีแนวโน้มที่จะทำตามเช่นกัน เนื่องจากการเปลี่ยนกลับไปใช้ช็อกโกแลตแท้ ตามระดับราคาโกโก้ในปัจจุบันนั้น “สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง”
หลังจากราคาโกโก้พุ่งสูงเกือบสามเท่า เป็นมากกว่า 12,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมตริกตัน (ราว 391,680 ล้านบาท) ในปี 2567 อันเป็นผลมาจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยและโรคระบาด ผู้ผลิตช็อกโกแลตหลายรายจึงเริ่มลดขนาดแท่งช็อกโกแลต เพิ่มปริมาณเวเฟอร์ ผลไม้ และถั่ว ตลอดจนใช้ช็อกโกแลตทางเลือก
นอกจากนี้ พวกเขายังลดปริมาณสต๊อกโกโก้ ปรับขึ้นราคา และเพิ่มการลงทุนในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น “โชวีวา” (ChoViva) ซึ่งเป็นช็อกโกแลตทางเลือกที่ปราศจากโกโก้ ทำจากเมล็ดดอกทานตะวันและข้าวโอ๊ต และพัฒนาโดยบริษัทสตาร์ตอัป “แพลเน็ต เอ ฟู้ดส์” ของเยอรมนี
อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวข้างต้นส่งผลให้ความต้องการโกโก้ลดลงอย่างมาก ซึ่งบรรดาผผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ราคาเมล็ดโกโก้ลดลง 70% จากระดับสูงสุดในช่วงปลายปี 2567
“ความต้องการโกโก้อาจแตะระดับต่ำสุดในรอบ 9 ปี ในช่วงเวลา 12 เดือน จนถึงสิ้นเดือน ก.ย. นี้ แต่ราคาโกโก้ที่ลดลงน่าจะนำไปสู่การฟื้นตัวของอุปสงค์ โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปีนี้เป็นต้นไป” นายสตีฟ วอเตอร์ริดจ์ นักวิเคราะห์อาวุโส และผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับโลกด้านโกโก้ กล่าว
ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงของราคาโกโก้อาจใช้เวลาประมาณ 10 เดือน จึงจะส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกของช็อกโกแลต เนื่องจากผู้ผลิตช็อกโกแลตมักจะป้องกันความเสี่ยง หรือล็อกราคาซื้อล่วงหน้าหลายเดือน และเก็บสินค้าคงคลังปริมาณมาก ด้วยเหตุนี้ ซูเปอร์มาร์เก็ตและผู้ซื้อรายอื่น ๆ จึงกดดันให้ผู้ผลิตช็อกโกแลตลดราคาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2568 ซึ่งบางรายก็ยอมลดราคาแล้ว
แม้การกลับมาผลิตช็อกโกแลตแบบดั้งเดิมมากขึ้น จะเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกโกโก้ที่ยากจนเกือบ 2 ล้านคน ในประเทศผู้ปลูกโกโก้รายใหญ่อย่างไอวอรีโคสต์ และกานา เนื่องจากมันส่งผลดีต่อความต้องการโกโก้และราคาเมล็ดโกโก้ แต่ถึงอย่างนั้น มันอาจต้องใช้เวลาสักระยะ จนกว่าปริมาณจะกลับสู่ระดับก่อนที่ราคาจะพุ่งสูงขึ้น.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



