ภาพนี้กำลังชัดขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อพฤติกรรมการซื้อขายของคนไทยเคลื่อนตัวไปไกลกว่า“ระบบกำกับดูแล”แบบเดิม ทิ้งไว้เพียงร่องรอยของความเสียหายที่ทวีคูณขึ้น กับคำถามที่ยังไร้คำตอบ

ท่ามกลางโจทย์ท้าทายนี้ “ทีมข่าวอาชญากรรม” ติดตามการประชุมของหน่วยงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภค นำโดยน.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ประชุมร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค(บก.ปคบ.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) ซึ่งมีประเด็นน่าจับตา  เพราะนี่ไม่ใช่เพียงวาระราชการ  แต่เป็นสัญญาณของการ“เปลี่ยนวิธีคิด” ครั้งสำคัญ  จากการทำงานแบบแยกส่วนสู่การบูรณาการเชิงรุก

น.ส.ศุภมาส ระบุชัดบทบาทของภาครัฐจากนี้จะไม่ใช่แค่“รอรับ”เรื่องร้องเรียน แต่ต้องขยับไปสู่การป้องกันก่อนเกิดเหตุ ทั้งการให้ความรู้ผู้บริโภค การตรวจสอบการโฆษณา และการประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเร่งรัดคดีให้จบเร็วขึ้น  ซึ่งเป้าหมายไม่ใช่แค่การเอาผิด แต่คือการสร้าง“ความอุ่นใจ”ให้กับประชาชน

หัวใจของการเปลี่ยนผ่านอยู่ที่การทำงานแบบ“ทีมเฉพาะกิจ” ที่ดึงหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมกัน ตั้งแต่สคบ. , บก.ปคบ.  รวมถึงหน่วยงานด้านสาธารณสุขและการเงิน  เพื่อรับมือกับปัญหาที่ซับซ้อนและคาบเกี่ยวกฎหมายหลายฉบับ

เพราะในความเป็นจริง ปัญหาหนึ่งไม่ได้จบที่กฎหมายฉบับเดียว สินค้าชิ้นหนึ่งอาจเกี่ยวข้องทั้งการโฆษณาเกินจริง ความผิดทางอาญา และความเสี่ยงต่อสุขภาพ การทำงานแบบแยกบทบาทจึงไม่เพียงพออีกต่อไป

ดังนั้น  แนวทางใหม่จึงต้องเน้น“ทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นทาง” ไล่ตั้งแต่การสแกนโฆษณา  การติดตามเส้นทางการเงิน  ไปจนถึงการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดี  โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือ “ปิดช่องว่าง”ที่ผู้กระทำผิดเคยใช้หลบเลี่ยงความรับผิด

น.ส.ศุภมาส ยกหนึ่งในกรณีตัวอย่างที่สะท้อนปัญหาได้ชัดเจนคือ “ทองคำเปลว 24K กินได้”  ที่กำลังแพร่กันในโลกออนไลน์  สินค้าที่ถูกโฆษณาว่ารับประทานได้  อาจไม่มีหลักฐานรับรองความปลอดภัย  บางกรณีอาจเป็นเพียง “โลหะ”ที่ไม่ได้ผลิตเพื่อบริโภค แต่ถูกทำให้ดูน่าเชื่อถือผ่านภาพลักษณ์และคำโฆษณา

สิ่งที่น่ากังวลจึงไม่ใช่แค่ตัวสินค้า  แต่คือ “ความเข้าใจผิด” ที่ถูกสร้างขึ้นให้ผู้บริโภคเชื่อว่าสิ่งนั้นปลอดภัย มาตรการรับมือจึงต้องเดินไปพร้อมกันหลายมิติ ทั้งการประสานแพลตฟอร์มเพื่อนำโฆษณาหลอกลวงออกจากระบบ การลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้าที่ไม่มีตัวตนชัดเจน และการให้ความรู้ประชาชนในการตรวจสอบสินค้าเบื้องต้น

ขณะเดียวกัน กลไก“เชิงรับ”อย่างการเร่งรัดคดี หรือการใช้มาตรการ“เปรียบเทียบปรับ” ก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในการเยียวยาความเสียหาย

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพของการบูรณาการจะเริ่มชัดเจนขึ้น  แต่ยังมีคำถามสำคัญอยู่ที่ “ความเร็ว” และ“ความเชื่อมั่น”ของระบบ  เพราะในโลกที่การซื้อขายเกิดขึ้นได้ในเวลาฉับพลัน  ความเสียหายจึงเกิดขึ้นเร็วไม่ต่างกัน

หากการแก้ไขยังล่าช้า ความได้เปรียบก็ยังคงอยู่ฝั่งผู้กระทำผิด  ท้ายสุดแล้วการคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัลอาจไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งอีกต่อไป

แต่คือการยกระดับทั้งระบบให้“ทันเกม”มากพอ และคำถามที่สังคมยังรอคำตอบ อาจไม่ใช่แค่ว่าหน่วยงานรัฐร่วมมือกันหรือยัง แต่คือ…การร่วมมือนั้น เร็วพอจะปกป้องผู้บริโภคได้จริงหรือไม่ต่างหาก.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน