การสอบนี้ประจานขบวนการโกงที่เรียกว่า “หน้าด้านที่สุด” ตรงใช้เทคนิคไม่สลับซับซ้อนอะไรเลย แค่เอาใบกระดาษคำตอบของ “คนที่จ่ายเงินค่าโกงมาแล้ว” ไปเขียนแก้ใหม่ แล้วบันทึกลงไฟล์ ประกาศว่าใครสอบผ่าน ได้รับราชการท้องถิ่น

ไอ้สถานที่ที่จับได้ ว่ากันว่า นั่นคือที่แก้คะแนน โดยใครอยากทุจริตสอบผ่าน ต้องจ่ายเงินหัวละ 350,000 บาท ถึง 800,000 บาท ราคาต่างกันไปแล้วแต่อัตราการแข่งขันในตำแหน่ง  ขณะนี้ก็ไล่บี้กันว่า ใครต้องรับผิดชอบมากกว่ากัน ระหว่างกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ( สถ.) หรือมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มศว ประสานมิตร ผู้จัดสอบ ไล่บี้กันว่า “กระบวนการจ่ายเงินเพื่อทุจริตมันเกิดในจุดไหน” หน่วยงานภาครัฐก็ลงมากำกับดูแลเต็มที่เพราะนี่เป็นคดีนโยบาย เกี่ยวพันคนจำนวนมาก ยอดผู้สอบร่วม 4.3 แสนคน รับ 6,669 คน คาดว่า มีผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการหลักพัน

เรื่องนี้มันเริ่มจาก “การรักษาสิทธิ์” ของคนกลุ่มหนึ่ง คือผู้ที่ไม่เชื่อผลคะแนนตัวเอง รวมกลุ่มกันขอดูกระดาษคำตอบที่โกดังแห่งหนึ่งในสมุทรปราการ พบพิรุธที่กระดาษ นำไปสู่การร้องเรียน ป.ป.ช. และตำรวจสอบสวนกลาง จนวันที่ วันที่ 22 มิ.ย. 69 ตำรวจสอบสวนกลาง  CIB บุกตรวจค้นอาคาร ในจังหวัดนนทบุรี หลังได้รับเบาะแสว่ามีความเคลื่อนไหวผิดปกติ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตข้อสอบ พบกลุ่มคน 11 คน (รวมเจ้าหน้าที่รัฐ) กำลังแก้ไขคะแนนสอบในระบบคอมพิวเตอร์ พบหลักฐานสำเนากระดาษคำตอบกว่า 3,000 รายการ พร้อมรายชื่อผู้สอบที่ต้องแก้ไขคะแนน

นี่เป็นข้อคิดให้เรารักษาสิทธิในการตรวจสอบข้อมูล ซึ่งตอนนี้มีเครื่องมือ คือ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ การใช้อำนาจประชาชนตาม พ.ร.บ.นี้ทำสำเร็จมาแล้วจากเรื่อง “นาฬิกายืมเพื่อน” ที่ ป.ป.ช.ยึกยักไม่เปิดสำนวนนัก จนนำไปสู่การฟ้องร้องแล้วจะทำอดีต ป.ป.ช. 2 คน คือ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ และ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ติดตะรางเอา ซึ่งฝ่ายการเมืองไหนจะปรับปรุงให้การใช้กฎหมายข้อมูลข่าวสารสะดวก เข้าถึงประชาชนมากขึ้นก็ขออนุโมทนาด้วย นี่คือเครื่องมือสำคัญของการเมืองภาคประชาชนจริงๆ

สิ่งที่น่าคิดคือ ความที่มันเป็นการสอบทั้งประเทศ ขบวนการคงจะเป็นขนาดใหญ่มาก เบื้องต้นขบวนการต้องแบ่งสามส่วน คือ “นายหน้า รับหน้าที่ไปเจรจากับคนอยากสอบ คนอยากได้ตำแหน่งในราชการ” ส่วนที่สอง  คือ “ฝ่ายเทคนิค”ทำหน้าที่แก้ไขข้อมูล เพราะนี่ไม่ใช่การโกงแบบพกโพยแล้ว แต่เอาใบกระดาษคำตอบมาแก้กันเลย ส่วนที่สาม คือฝ่ายประสานงาน ต้องมีตัวรวบรวมข้อมูลการจ่ายการแก้ เป็นผู้ประสานงานจัดการ ให้เรื่องเป็นระเบียบเรียบร้อย

ขณะนี้ ข่าวลือเริ่มมีเยอะ เกี่ยวกับการโกงสอบในจังหวัดต่างๆ โดยมีไลน์กลุ่มหรือกลุ่มเฟซบุ๊กที่ออกมาแฉ มาตั้งข้อสังเกตว่า “พื้นที่ของตัวเองมีใครได้บรรจุอย่างผิดปกติบ้างหรือไม่”  รอดูเถอะ เผลอๆ ขบวนการลามไปถึงข้าราชการระดับสูงในบางจังหวัดเอี่ยวเส้นทางการเงินด้วย หรือนักการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่นก็หาเงิน ก็ตั้งสี่พันล้าน..

ท่าทีของภาครัฐนั้นรีบแอคเอาท่าดีก่อน เปิดเรื่องมาวันแรก “นายกฯหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล พูดในที่ประชุมทำนองจะยกเลิกผลสอบ แล้วก็ออกมาแก้ต่าง “สื่อไปเขียนอย่างนั้นได้ไง” และวันเดียวกันปลัดกระทรวงมหาดไทยลงนามเด้งนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดี สถ.เข้ากรุมาก่อนเพื่อสอบ สถ. จะให้คนสอบได้ยกเลิกการรายงานตัววันที่ 1 ก.ค.69 แต่ถ้าทำอย่างนั้นต้องเรียกว่า “กระทบขวัญกำลังใจประชาชน” มาก โดยเฉพาะคนที่เขาสอบมาอย่างสุจริต เลยต้องเปิดให้รายงานตัวเหมือนเดิม แล้วให้ตรวจสอบกระดาษคำตอบใหม่หมด ..สรุป รัฐจะทำอะไรประกาศอะไรตั้งสติก่อน ไม่ใช่กลับไปกลับมา

การตรวจสอบใหม่หมด อาจถูกตั้งแง่ว่า “มีปาฏิหาริย์สลับกระดาษหรือไม่” อย่าว่าไป คนจะโกงมันฉลาดแกมโกงทำได้ร้อยเล่ห์แสนกล รอดูกันต่อไปเถิด ว่าพอตรวจเสร็จจะมีการร้องศาลปกครองกันอีกรอบหรือไม่ ว่าไม่เชื่อว่าที่ตรวจเป็นกระดาษของเขา และพอตรวจเสร็จ ถ้าคนที่สอบได้ถูกประกาศว่าสอบไม่ได้ไปซะแล้ว  จะถูกตีตราจากสังคมเป็นคนโกงหรือไม่ ? จะส่งผลให้มีปัญหาทางจิตใจหรือเปล่า

มันอาจเป็นบทเรียนทางศีลธรรมครั้งใหญ่ให้สังคม ว่า “โกงไปยังไงก็ถูกจับได้” เพราะมีทั้งคนถูกโกง ทั้งคนรักความเป็นธรรม ทั้งคนเสียผลประโยชน์ ( อารมณ์มึงได้กูไม่ได้ งั้นก็ไม่ต้องเอาทั้งคู่ ) เฝ้าจัดการอยู่ ..นี่น่าลุ้นนะว่า ตรวจสอบแล้ว มีผู้เข้าสอบโกงกี่คน และจะดำเนินการกับคนกลุ่มนี้อย่างไร ?? ขอร้องอย่าแอ๊บแบ๊วว่าเป็นเหยื่อ เพราะใช้ทางลัดให้ได้ผลประโยชน์ เหยียบข้ามหัวคนซื่อสัตย์สุจริตนี่ไม่ใช่เหยื่อล่ะค่ะ ประเภทรู้ทั้งรู้ว่า ทุจริต แต่ยังไปร่วมแล้วสุดท้ายโดนเขาหลอก ก็เป็นอีกประเภทหนึ่งที่ต้องสมน้ำหน้าให้บ้าง

มีคำถามเชิงสังคมหรือศีลธรรมว่า “เราต้องรู้สึกอย่างไรกับการจ่ายเงินเพื่อให้สอบเข้าราชการได้” ก็มีบางมุมมองบอกว่า “ต้องสงสาร เพราะมีคนกลุ่มหนึ่งที่เห็นว่า คงเป็นวิธีเดียวให้เขาก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำได้” หลายๆ ครอบครัวในต่างจังหวัดไม่ต้องการให้ลูกหลานอยู่ในวังวน จน เจ็บ โง่ และมองว่า การเป็นข้าราชการคืออาชีพที่มีเกียรติ มีหลวงเลี้ยงให้สวัสดิการไปถึงครอบครัว  ดูมีความมั่นคงในท่ามกลางกระแสความผันแปรของโลก อยู่บริษัทเอกชนบางแห่งอยู่ๆ ติดป้ายเลิกจ้าง เอาเอไอมาแทนคนหน้าตาเฉย ตำแหน่งก็มีเกียรติใช้ค้ำประกันโน่นนี่ได้ด้วย สหกรณ์กู้ยืมก็มี

ความมั่นคงในหน้าที่การงานเป็นความฝันของชาวบ้านในชนบทจริงๆ เพราะยิ่งอยาก ยิ่งต้องการการยืนยันว่า สามารถเข้าสู่ตำแหน่งได้ ความพยายามอย่างหนึ่งคือใช้ระบบเส้นสาย วิ่งหาคนใหญ่คนโตในแวดวงราชการ การเมืองให้ช่วย ยิ่งสร้างภาพฝันว่า “การเป็นข้าราชการของฉันคือก้าวหนึ่งที่ต่อไปจะได้เป็นคนมีอิทธิพล- มีเงินแบบนั้นบ้าง”บางคนก็เลยสะสมคอนเนคชั่น ลงเล่นการเมืองท้องถิ่น  ..ถ้าการเข้าสู่ตำแหน่งใช้ระบบเส้นสายไม่ได้ ก็วิ่งหาช่องทางโกง อย่างคดีนี้ไง…  และเราต่างก็คงเคยได้ยินข่าวบ่อยๆ ที่มีผู้มาร้องเรียนว่า ถูกโกงว่าจะช่วยให้เข้าสู่ตำแหน่งได้, ช่วยให้สอบได้

มันไม่ผิดหรอก ความคิดที่ว่า ต้องมีงานที่มั่นคง แต่ถ้ารู้ทั้งรู้ว่า วิธีที่ตัวเองใช้ผิด ก็อย่าแปะป้ายว่าตัวเองเป็นเหยื่อ คนที่เขาพยายามทุกอย่างไม่ควรโดนเอาเปรียบ  จะให้รัฐแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างไร ?? ตอบว่า ในโลกที่ใครๆ ต่างก็ต้องแย่งชิงทรัพยากร ต้องเข้าใจว่า “ต้นทุนของแต่ละคนไม่ได้เท่าเทียมกัน” การสนับสนุนสร้างคน เอาเฉพาะในส่วนภาครัฐ “ควรให้ความสำคัญกับนโยบายการศึกษา” เมื่อราชการไม่พอรับทุกคน ก็ต้องหัดผลิตคนที่รองรับกับความต้องการใหม่ๆ ในสังคมโลก เช่น งานด้านเอไอ อิเลกทรอนิกส์ต่างๆ การฝึกใช้ภาษาอังกฤษหรือไปถึงภาษาที่สามอย่างชำนาญ

การศึกษา บ่มเพาะคนได้เยอะ แม้กระทั่งวิธีคิดโตไปไม่โกง ส่วนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คือการใช้กฎหมายที่เอาจริง เข้มข้น นี่รอดูจะมีข่าวมีการวิ่งให้หลุดคดีกันบ้างไหม.         

………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่